หลังจากห่างหายจากบทสัมภาษณ์ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม วันนี้เรากลับมาแล้วในเดือน 8 กับวงเลข 7 ที่มีชื่อว่า Asia 7 พวกเขาคือวงฟิวชั่นแจ๊ส บวกกับดนตรีไทย และดนตรีพื้นบ้าน วงที่บรรจงแต่งและ rearrange ทุกเพลงให้ออกมาฟังเพลินเหมือนกินขนมชั้น ที่แม้จะมีหลายชั้นมาก ๆ แต่ก็ไม่เลี่ยน แถมยังกลมกล่อมสุด ๆ วันนี้เราได้โอกาสสัมภาษณ์พวกเขาก่อนจะขึ้นเล่นที่ร้าน Brown Sugar การทำความรู้จักกับวงเลข 7 ที่มี 8 คนจะสนุกสนานอย่างไรตามเรามาเลยจ้า

แนะนำตัว

ออย: ค่ะ Asia 7 มีสมาชิกทั้งหมด 8 คน เริ่มจาก ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ ค่ะ ตำแหน่งร้องนำค่ะ ตอนนี้เป็นนักดนตรีอิสระ มีแพลนจะไปเรียนภาษาต่อที่ต่างประเทศค่ะ

ดิว: ดิวครับ เล่นเบส นอกจาก Asia 7 ส่วนใหญ่ก็เป็นเล่นแบคอัพให้กับ อะตอม-ชนกันต์ แล้วก็ นิว-จิ๋ว สอนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์

ต้น: ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง ครับ หน้าที่หลักเล่นเครื่องดนตรีอิสาน พิณ แคน โหวด ประมาณนี้ครับ ปัจจุบันศึกษาป.โท สาขา Performance and Pedagogy เล่นให้กับวงรัสมี แล้วก็ทำโปรเจคส่วนตัว ดนตรีอิสานอิเล็กทรอนิกครับ

โยเย: โยเยค่ะ นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ รับตำแหน่งซอไทย ซอด้วง ซออู้ ปัจจุบันศึกษาป.โท สาขา Performance and Pedagogy ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล แล้วก็เป็นนักดนตรีอิสระค่ะ

สุนทร: สุนทรครับ เล่นกีตาร์ครับ ตอนนี้เป็นนักดนตรีฟรีแลนซ์ เล่นทั่วไป รับหมดเลย

โอม: ตำแหน่งแซ็กโซโฟนครับ ศิษย์เก่ามหิดลนี่แหละ ตอนนี้ก็รับฟรีแลนซ์ครับ เล่นดนตรีกลางคืน แบ็คอัพ สอน

บูม: บูม มือคีย์บอร์ดคับ เล่นแบ็คอัพ แล้วก็เป็นนักดนตรีอิสระครับ

โน้ต: โน้ตครับ มือกลอง ตอนนี้เป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ แล้วก็เล่นดนตรีกลางคืน เป็นนักดนตรีอิสระครับ

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

ทำไม Asia 7 มี 8 คน

สุนทร: มัมมันเคยมี 7

ออย: แล้วมีตัวเกินมาตัวนึง (หัวเราะ)

โยเย: เหมือนฟอร์มวงมาตอนแรกเราเน้นบรรเลง ตอนหลังเริ่มมีเพลงร้อง สมาชิกก็เพิ่มขึ้นมา ก็คือออย

ตอนบรรเลงก็คือบรรเลงอย่างเดียว ยาว ๆ เลย เป็นเพลงร่วมสมัย พื้นบ้านอย่างเดียว

โยเย: ก็เหมือนมีร้องด้วยแหละ แต่เป็นนักร้อง featuring ไม่ได้เป็นนักร้องที่เป็นตัวหลัก คือตัวหลักเราคือนักดนตรีทั้งหมด 7 คน ตั้งแต่แรก พอวงได้เล่น TIJC 2016 (Thailand International Jazz Conference) อันนั้นคือการเปิดตัววงครั้งแรกอย่างเป็นทางการ มีน้องออยมาร้องให้กับวง ก็เลยเป็นหลักตลอดมา Asia 7 คือมีมาก่อนหน้านั้น 2-3 ปีแล้ว แต่เราเล่นงานอีเวนต์ซะส่วนใหญ่

สุนทร: เกิดภาพจำไปแล้วว่าเป็นนักร้องคนนี้ด้วย ก็เหมือนครั้งนั้นเป็นการเปิดตัวของ Asia 7 คนหลายคนที่ไม่รู้จักก็ได้มาเจอ แล้วรู้สึกว่า ต้องนักร้องคนนี้นะ ส่วนเราก็คลิกกับนักร้องคนนี้เลย จนได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน

ออยมาร้องกับ Asia 7 ได้ยังไง

ออย: (หัวเราะ) ตอนนั้นพี่ต้นเป็นคนชวนมา อยากให้มาร้องด้วยกัน พี่ต้นบอกว่าให้มาช่วยร้องให้หน่อยที่ TIJC ก็โอเค ก็มาร้อง แล้วก็คิดว่า งานเดียว แต่ร้องไปซักพักก็มีงานสองงานสาม ก็ยาวมาถึงตอนนี้ เริ่มมาจากตรงนั้นแหละ ถอนตัวก็ไม่ทันแล้ว เค้าไม่ให้ถอน (หัวเราะ)

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มรวมตัวกัน แล้วทำไมถึงต้องเป็น 8 คนนี้

สุนทร: ต้องย้อนไปเมื่อประมาณพันปีที่แล้ว ยาวมากเลยอะ (หัวเราะ)

ต้น: ก่อนมี Asia 7 ผมกับโยเยได้ทำวงดนตรีร่วมสมัยที่คณะ ตอนอยู่ม. 5 ชื่อวงพลายชุมพล เป็นวงดนตรีร่วมสมัยวงแรกของมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนฟอร์แมตวง แนวเพลง มีชื่อใหม่ชื่อวง Thai Tem ย่อมาจาก Thai Contemporary รับงานดนตรีร่วมสมัย มีเพื่อน ๆ ในคณะหลาย ๆ คนที่ทำงานร่วมกันตอนนั้น พออยู่ปีสาม โตขึ้น ทุกคนโตขึ้น มีภาระหน้าที่ วงก็เริ่มซบเซา ผมก็อยากทำโปรเจคคล้าย ๆ กับวงนั้น เลยฟอร์มวง มีผม โยเย เป็นหลัก มีอาจารย์ชื่ออาจารย์นิติธร อาจารย์สอนซอที่คณะ ก็เป็นนักดนตรีไทยสามคน จากนั้นผมก็ชวนพี่ดิว แล้วก็โอม ตอนนั้นก็เป็นเพอร์คัสชั่นก่อน ยังไม่มีกลองชุด เราลองเล่นเพลงบรรเลง แต่งเพลงไทย ทำคอร์ดเพลงร่วมสมัย รับงานอีเวนต์อยู่หลายปีพอสมควร จุดนั้นคือจุดเริ่มต้นทำวง

หลังจากเริ่มทำวง Asia 7 ที่รับเล่นอีเวนต์ ผมทำคอนเสิร์ตจบปีสาม Junior Recital เป็นดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีร่วมสมัย ก็เลยชวนพี่สุนทรที่เคยทำโปรเจคดนตรีร่วมสมัยโปงลางด้วยกัน จากนั้นพี่ดิวก็แนะนำให้รู้จักกับบูม แล้วก็มีโอม ดูเข้าท่าดี งานออกมาดี success บวกกับแนวเพลงที่รู้สึกว่าไม่ซ้ำใครที่เป็นเอกลักษณ์ในตอนนั้น เลยอยากลองให้วงไปต่อ เลยลองหางาน ผมเลยเอาวงโปรเจคจบปีสาม กับ Asia 7 ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นวงอะคูสติกที่เล่นกับ drum machine มาผสมกัน จากนั้นก็เปิดตัวในงาน TIJC ไลน์อัพมีพี่ดิว พี่สุนทร โยเย โอม บูม ออย แล้วก็พี่อ๊อฟตีกลอง เป็นเซ็ตแรก หลังจากนั้นพี่อ๊อฟติดงานเล่นให้พี่สิงโต นำโชค ยุ่งมาก เลยถามพี่ดิวว่ามีใครที่แมทช์กับวงเราได้อีกบ้าง เข้ากันได้ดี พี่ดิวก็ชวนพี่โน้ตมา

โยเย: จนกลายร่างแล้วมีโอกาสได้เล่นงาน TIJC เลยเกิดมาเป็นวงทุกวันนี้

ดิว: พี่โน้ตก็มาเป็นคนที่แก่ที่สุดในวงตั้งแต่ตอนนั้นมา

ที่มาของชื่อวง

ต้น: ตอนแรกที่พี่ดิวตั้งมีหลายชอยส์ที่เกี่ยวกับเอเชีย

ดิว: ความจริงเลข 7 ก็คือ 7 คน ณ ตอนนั้นที่มี 7 คน Asia คือ เราพยามทำดนตรีไทยร่วมสมัยกัน ประยุกต์กับดนตรีฝรั่ง แต่เราเริ่มพูดดนตรีไทยว่าดนตรีไทยไม่ได้เต็มปาก เพราะเราเริ่มมารู้สึกว่าจริง ๆ แล้วดนตรีที่เรามารู้จักแถวนี้มันมีรากเหง้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย เราเลยอยากจำกัดความวงให้มันดูกว้างขึ้นหน่อย เพราะจริง ๆ วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคนี้ เราเลยใช้คำว่า Asia 7

คือไม่ได้จำกัดความเป็นไทยแล้ว แต่รวม ๆ ทั้งหมดเลย

ดิว: ใช่ เป็นดนตรีตะวันออกมาผสมผสาน เลยได้คำว่า Asia 7

ต้น: ที่ไม่เปลี่ยนเป็น 8 เพราะว่าคำว่า 7 (เซเว่น) มันดูลงตัวด้วย แล้วก็ติดปากด้วย เปลี่ยนไม่ทันแล้ว

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

วิธีการทำงานของวงเป็นอย่างไร เริ่มต้นเพลงจากใคร

โยเย: ส่วนใหญ่ก็ต้นเป็นคนเริ่ม เป็นคนคิดว่าอยากได้อะไร ต้องการเพลงแนวประเภทนี้ จากนั้นจะเป็นพี่สุนทรกับบูม ที่จะมาขึ้นเดโม่แรก

ต้น: หลังจากนั้นก็จะนัดซ้อมกัน ไป brainstorm ในห้องซ้อม

ดิว: ลองเล่นดู หลาย ๆ อย่างจะมี reference มา ใครฟังอะไรมา ชอบอะไรมา ก็มาเสนอไอเดียดู ให้ผสม element มัน เอาเสียงประสานของวงประมาณนี้ เอาจังหวะของวงนี้ คือส่วนใหญ่จะได้มาจาก reference มาช่วยกันทำให้ห้องซ้อมจนเป็นเพลง ก่อนจะเข้าสู่การอัด

แรงบันดาลใจส่วนมากมักจะเป็นเพลงพื้นบ้าน, ร่วมสมัย, เพลงทั่วไป หรือเป็นเพลงอะไร

ต้น: ส่วนใหญ่เพลงแรก ๆ ที่เราทำ อย่างเพลงบรรเลงก็จะเอาทำนองพื้นบ้านมาใช้

โยเย: เป็นสิ่งใกล้ตัวเราที่เราสามารถหยิบมาใช้ได้ แล้วเราเข้าใจ

ต้น: เพลงพื้นบ้านอีสาน เพลงไทยเดิม โยเยก็เรียนดนตรีไทย ผมก็เรียนเครื่องเอกดนตรีอีสาน ก็เลยมีความเข้าใจมากกว่า เราจะเริ่มจากจุดนี้ก่อน ในส่วนของเพลงร้อง ก็สร้างจากสิ่งที่เราเข้าใจ เช่นหยิบเรื่องขวัญมาเล่า หรือเอาทำนองพื้นบ้านมาทำเป็นเพลง ประมาณนี้

ถ้าเป็นเพลง rearrange เริ่มต้นอย่างไร

โยเย: จริง ๆ ก็ทำเพราะต้องมาเล่น

ดิว: บางทีมันก็มีสถานการณ์บังคับ เช่นต้องมาเล่น หรือเราเจองานหลาย ๆ แบบ เราไม่ได้เป็นวงที่คนรู้จักแล้วมีคนมมาดูเราเสมอไป เราต้องไปเจองานเรียกแขกที่ต้องดึงความสนใจคน เราก็ต้องมีเพลงที่เค้าจะมีส่วนร่วมกับเราได้ ทีนี้ ถ้าเราเล่นเพลงที่เราแต่งมันก็จะฉีกจากเพลงป๊อปทั่วไปประมาณนึง ซึ่งพอถ้ามาต่อด้วยเพลงป๊อปแบบคัฟเวอร์เหมือนเป๊ะ มันก็จะเขิน เพราะว่ามะกี้เพิ่งเล่นอย่างแนว ก็เลยกลายเป็นสถานการณ์บังคับว่าเราต้อง rearrange เพลงป๊อป หรือเพลงอื่น ๆ ที่คนรู้จัก แล้วเราก็ทำคล้าย ๆ กับที่เราทำเพลงตัวเอง แต่แค่ว่ามันมีทำนอง มีเนื้อ มีเมโลดี้มาให้แล้วเท่านั้นเอง

ชอบเพลง rearrange เพลงไหนกันมากที่สุด

ออย: น่าจะเป็นพวกพุ่มพวง สาวนาสั่งแฟน เพราะเป็นภาษาไทย เป็นเพลงที่เข้าถึงคนดูง่าย เต้น ๆ หน่อย วงเรามีเครื่องดนตรีไทยอยู่แล้วก็ทำให้คนอินมากยิ่งขึ้น แล้วยิ่งไปต่างประเทศ พอเล่นเพลงพวกนี้ เค้าโคตรเอา เลยรู้สึกว่าจะชอบเซ็ตพวกนี้

โยเย: เซ็ตเพลงพุ่มพวงที่ทำ มีสามเพลง สาวนาสั่งแฟน, ตั๊กแตนผูกโบว์ แล้วก็กระแซะ เราเอามา rearrange เราคิดทำนองใหม่ มันเลยเป็นสไตล์เรา แล้วก็ไม่เหมือนใคร

ออย: ส่วนเพลงสากลจะค่อนข้างคล้ายเพลงสากลเพราะเครื่องไทยมันน้อย

ต้น: ก็ประมาณนึง แต่เรื่องการ arrange พี่ดิวเค้าจัดหนักเรื่อง harmony เหมือนเพลงฝรั่งบางทีมีหลายคีย์อยู่ในเพลง อย่างเพลง Sunday Morning ของ Maroon5 มีท่อนโซโล่รอบวงแต่ว่าเปลี่ยนคีย์ไปเรื่อย ๆ อะไรประมาณนั้น ก็ยังคงคาแรกเตอร์ความยากของวงเราอยู่

การที่สมาชิกเรียนจบมาต่างสาขากัน ช่วยในการทำเพลงไหม

ออย: ช่วยในเทคนิกมากกว่า

โยเย: ถ้าช่วยในการทำเพลงมั้ยไม่รู้ แต่ถ้าในการเล่นคือสไตล์แต่ละคนมันจะค่อนข้างเด่นชัดออกมา เช่นทางเราดนตรีไทย ดนตีพื้นบ้าน มีตัวตนชัดเจนออกมา ทางฝั่งนักดนตรีที่เป็นแจ๊สก็จบแจ๊สกันทุกคน ก็จะมีเอกลักษณ์ออกมา อย่างนักร้องก็มีอะไรของเค้าอะ

สุนทร: พอเป็นอย่างนี้ พวกเราทุกคนก็จะมั่นใจในพาร์ตของทุกคน เมโลดี้นี้ ต้องป็นคนดนตรีไทยคิด ดนตรีไทยเราก็ดนตรีไทยจริง ๆ เป็นทางนั้นจริง ๆ เค้าก็จะมีอะไรที่มันเป็น root ที่เค้าเรียนรู้มา พอฝั่งดนตรีแจ๊ส ดนตรีสากล คนที่จบมามันก็จะมีอะไรที่เอามาแลกเปลี่ยนได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่แบบ อย่างละนิดอย่างละหน่อย มันก็เลยเป็นเรื่องความมั่นใจที่ว่าเรารู้จริงเรื่องนี้ เราเอามาเสริมกัน

ต้น: อีกเรื่องที่ได้เปรียบคือความหลากหลายทางไอเดีย เพราะว่าอย่างพี่ดิวจะมี reference วงที่พี่ดิวชอบฟังอยู่ ออยก็จะอีกแนวนึง โอมก็จะอีกแนวนึง พี่โน้ตหรือพี่สุนทร คนแจ๊สแต่สนใจแจ๊ส และเข้าใจป๊อป อย่างผมเรียนดนตรีพื้นบ้าน แล้วก็สนใจ harmony แจ๊ส ก็ได้อีกมุมมองนึงที่ไม่เหมือนกันแต่จูนกันติด มันก็จะมีความหลากหลายในการทำเพลงและเรียบเรียงเพลง

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

ตอนนี้วงมีค่ายมั้ย ดีไม่ดีอย่างไร

โยเย: อิสระ

ดิว: มันอยู่ที่เราคาดหวัง พอไม่มีค่ายก็โปรโมตยาก แต่ก็ไม่มีค่ายก็ไม่มีใครมาบังคับเราเรื่องแนวดนตรี พวกเรากันเองก็อาจจะไม่ค่อยมีกำลัง แต่เราก็ใช้ช่องทางโซเชียลไปเรื่อย ๆ เหมือนเดี๋ยวนี้ยุคโซเชียล เสียงดีอย่างเดียวไม่พอ อาจจะต้องมี MV สวย ๆ ก็ต้องทำให้รอบด้าน พอทุนเราน้อย เราก็ต้องทำทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุด

เคยมีใครมาติดต่อไหม

ดิว: มีบ้าง

สุนทร: พอได้เข้าไปคุยจริง ๆ แล้วข้อเสนอก็โอเค เราก็เคยมองถ้าเรามีตัวตนมากขึ้น จุดที่เราจะไปถึงได้ก็เป็นเรื่องดีของเราที่เราจะได้เปิดเผย แต่พอคุยแล้ววิธีการทำงานของเค้ามันต่างออกไป เราต้องเริ่มจากตรงนี้ แล้วไปตรงนั้น มีระยะเวลากว่าที่เราจะได้เริ่มทำเพลงตัวเอง เค้าอยากให้เรา arrange เพลงให้วงนี้ก่อนนะ โดยใช้ความสามารถของเรา ซึงก็จะมีรายละเอียดมากกว่านี้ พอเรามานั่งคุยกันเองแล้วรู้สึกว่าเราก็อาจจะเสียเวลาในการทำเพลงไปซักพักเลย เราก็ยังไม่ชัวร์ แถมผลลัพธ์ยังไงไม่การันตี เราก็เลยจบที่ตรงนี้ก่อนดีกว่า จนวันหนึ่งมันก็น่าจะมีช่องทางอื่น ๆ เข้ามาถ้าเรายังพัฒนาไปเรื่อย ๆ

แต่วงก็พอใจในระดับนี้

ต้น: แฮปปี้อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าอิสระแล้วก็ทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ

 

ปกติเล่นเดือนละกี่งาน

ออย: แล้วแต่โอกาส แล้วแต่เทศกาลด้วย อย่างสมมติมีงานเฟสติวัลไทย ๆ เราก็จะได้เล่นบ่อย

ดิว: จำนวนงานอาจจะไม่เยอะ แต่จะมีข้อได้เปรียบของวงนึ้ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่แปลกดี วงเราเป็นวงที่ไปได้ทุกที่นิดนึง อย่างวันนี้เล่นใน Jazz Club คือ Brown Sugar หรือว่าเล่น Saxophone เราเล่นงาน Wonderfruit งาน Cat Expo งานที่เป็นของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ World Music Festival ก็เล่นได้ ไปเล่นงานที่เป็น Thai Fair ก็ไปได้ ง่ายๆ คือไปโชว์วัฒนธรรม หรืองานรับใช้สังคมหน่อย ให้คนเต้นรำหน่อยก็ไปได้หมด น้อยวงที่จะเป็นแบบนี้ แต่จำนวนโชว์ก็ยังไม่เยอะมาก อาจจะไม่ได้ดูได้บ่อย ๆ ต้องมีระยะเวลา

ทุกครั้งที่ไปเล่นทำโชว์ใหม่ไหม

ดิว: ส่วนใหญ่ถ้าเราไม่มีงานเลย ก็จะไม่ค่อยได้ซ้อมเพราะว่ามีหลายคนรวมตัวยาก การมีโชว์บังคับให้เราได้ซ้อม ถ้าเราเขินไม่อยากเล่นอะไรเก่า ๆ ก็ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราฉะนั้นเป็นโอกาสให้เราเพิ่มเพลงมาเรื่อย ๆ

 

ผลตอบรับจากการไปเล่นที่แคทปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีคนรู้จักวงเพิ่มมากขึ้นไหม

สุนทร: ก็ถือว่าดีเลยฮะ มันเหมือนวงประมาณนี้อาจจะยังไม่ค่อยมีในตลาด ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราน่าจะไม่มีโอกาสได้ไปงานประมาณนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นงานอย่างที่ดิวบอกคือเป็นงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมหน่อย ไปต่างประเทศ ประมาณนี้ เราเลยมาคุยกันว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับคนดนตรีวัยรุ่นที่ไทยก็ได้ เรามองว่า เอ้อ น่าจะเป็นตลาดต่างประเทศ อะไรงี้ แต่พอดีเราได้ทำเพลงที่สองมาแล้วได้มีการติดต่อจากทางแคท เราก็เลยลองไปเล่นดูว่าคนจะมีผลตอบรับอย่างไรบ้าง ก็ลอง ๆ ดู พอไปปุ๊บ อย่างแค่แผ่น ตอนนั้นเตรียมไปแค่ 50 เพราะคิดว่าไม่น่าพอ น่าจะเหลือด้วยซ้ำเพราะว่าไม่มีใครรู้จัก ตอนก่อนเล่นก็ซื้อกันไปแค่ประมาณ 5-6 แผ่น พอเล่นเสร็จก็ขายหมดเลยภายในเวลาแปปเดียว ประมาณชั่วโมง จากนั้นแล้วก็สั่งต่อเรื่อย ๆ เลยทำให้รู้สึกว่า เออ มีคนสนใจประมาณนี้ มีคนมาถามในเพจ มาติดตามนู่นนี่นั่นว่าอยากให้ทำผลงานเรื่อย ๆ ก็เออ แสดงว่าก็ยังมีกลุ่มคนประมาณนี้ที่รอ เลยทำให้เราวางแผนที่จะทำเพลงต่อไปว่าจะประมาณไหน

คนที่มาซื้อแผ่นเป็นคนช่วงอายุไหน

ดิว: ทุกเพศทุกวัย คนต่างจังหวัดก็สั่งเยอะ สั่งมาในเพจ

สุนทร: แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักดนตรีนะ สายชอบฟังเพลง เล่นดนตรีลึก ๆ หรือชาวต่างชาติ มีคนติดต่อเข้ามาว่าชอบเพลงมากเลย มาตามคอมเมนต์ ไถ่ถามว่าเป็นอย่างไร เพลงนี้พี่มีแรงบันดาลใจยังไง

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

ไปเล่นดนตรีเมืองนอกมาที่ไหนบ้าง

โยเย: เริ่มต้นที่เกาหลีใต้ เสร็จก็อินเดีย ไปเล่นที่นิวเดลีกับชัยปุระ ต่อจากนั้นก็ฟิลิลิปปินส์ จากนั้นก็อินเดียอีกรอบ ไปเมืองอุเดปุระ เป็นงานเวิลด์ มิวสิค ละก็อินเดียอีกรอบในเดือนต่อมาที่นิวเดลี แล้วก็ล่าสุด ออสโล นอร์เวย์

เริ่มต้นที่เกาหลีใต้

ต้น: เกาหลีใต้ต้องเริ่มจากว่าเราได้มีโอกาสไปเล่นที่งานหัวหินแจ๊สเฟสติวัลเมื่อปีที่แล้ว งานนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จ คนก็ชอบ คนรู้จัก Asia 7 แล้วงานนั้นบังเอิญว่ามี Music Director ของงาน Jazz Festival ชื่องาน Jarasum มาดูงานที่นี่ แล้วเค้าจัดอีกงานที่เกาหลีด้วย เป็นงานเวิล์ด มิวสิค เค้าเลยเชิญ Asia 7 ไปที่เกาหลี ชื่อว่างาน ACC Music Festival ที่เมืองควังจู อยู่ตอนใต้

ดิว: อันนั้นก็เป็นงานต่างประเทศงานแรก ออยไม่ได้ไป เราไปเล่นบรรเลงอย่างเดียว ออยเล่นละครเวทีเป็นแม่พลอยอยู่ ซึ่งก็แอบง่ายตรงที่ว่า ชื่องานกับดนตรีที่เราทำมมันตรงกัน เราเลยแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ดนตรีที่เราเล่นก็ถูกที่ถูกทางอยู่แล้ว ไปก็แทบไม่ตื่นเต้นเลย เราก็เลยจะตื่นเต้นเรื่องการสื่อสารมากกว่า เรื่องเล่นเราก็ทำเต็มที่ แล้วเราก็ได้อะไรใหม่ ๆ กลับมาเยอะมาก ตอนนั้นจะมี seminar ด้วย เราก็ไปเล่นใน seminar ด้วย ให้เค้าสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนไอเดียด้วย

ต้น: คนดูก็ชอบด้วยครับ เราเล่นหัวค่ำด้วย เราไม่ได้เล่นตอนดึก ซึ่งกำลังดี นั่งฟังชิว ๆ ไม่ได้ต้องกระโดดโลดเต้น

ทำไมถึงได้ไปอินเดีย

โยเย: ช่วงปีที่แล้วที่เป็นช่วงปีอาเซียน ทางอินเดียเค้าจัดงาน Asean + India Music Festival คืออาเซียนทุกประเทศบวกกับอินเดีย งานแรกที่นิว เดลี เค้าจัดสามวันเฉพาะช่วงเย็น คนหลั่งไหลกันเข้ามา ถือว่าเซอร์ไพรส์เราเหมือนกัน เราไปอินเดียครั้งแรกเจอเวทีใหญ่ คนดูเยอะมาก ถ้าดูรูปในเฟสจะเห็นเลยว่าคนเยอะมาก ผลตอบรับคือทุกคนชอบมาก ทุกคนมีส่วนร่วมกับโชว์เราทุกเพลง กระโดดโลดเต้น ปรบมือ โห่ร้อง เรารู้สึกดีด้วย เป็นความประทับใจที่เราได้รับในตอนนั้น หลังจากที่นิวเดลี ก็ไปเล่นงานเดียวกัน แต่เค้าย้ายไปจัดที่เมืองชัยปุระ เมืองเล็กลงมาหน่อย ศิลปินมีแค่ศิลปินจากอินเดีย จากฟิลิปปินส์ แล้วก็เรา

ต้น: งานจัด 3 วัน ก็จะมี 3-4 วงต่อวัน ไม่ได้มาเต็มเหมือนที่นิว เดลี

ดิว: แล้วก็มีวงเจ้าภาพด้วย

โยเย: งานที่สอง เค้าจะจัดสถานที่ที่มันเป็นคล้าย ๆ กับโบราณสถาน ซึ่งชัยปุระเป็นเมืองท่องเที่ยว แล้วก็มีวัฒนธรรม มีโบราณสถาน มีวังของเค้า คนดูที่เราสัมผัสได้ เค้านั่งตั้งใจฟัง เราเห็นเลยว่าไม่มีใครลุกออกไปไหนเลย ซึ่งเป็นผลตอบรับที่ดี ประทับใจ

ต้น: เค้า concentrate กับโชว์เราอะเนอะ ให้ทำอะไรก็ทำ ถือว่าประสบความสำเร็จ

โยเย: งานนั้นก็ไม่มีนักร้อง ก็เป็นแม่พลอยอยู่เหมือนเดิม (หัวเราะ)

ต้น: ก็เป็นพี่สุนทรร้องแทน

สุนทร: ก็เน้นเพลงบรรเลง ร้องแค่เพลงเดียว ร้องหลอกไป ลิปซิงค์เสียงออยไป (หัวเราะ)

ต่อไปก็เป็นฟิลิปปินส์

ออย: ออยไปครั้งแรก (หัวเราะ)

โยเย: ก็เป็นงานเดิม งาน Asean Music Festival งานเค้าจัดไม่เหมือนที่อินเดีย คือที่อินเดียจัดเหมือนเป็นออร์แกไนซ์ ที่เค้ามีความเป็นมืออาชีพมาก แต่ว่าที่ฟิลิปปินส์เหมือนเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่เค้ามาจัด เค้าก็จะจัดเป็นเชิงค่าย มี 5 วัน เป็น camp พาไปเที่ยว ดูวัฒนธรรม ดูสถานที่ของฟิลิลิปปินส์ พานักดนตรีไปดูในเมืองมะนิลา ส่วนออยตอนนั้นก็ติดแสดงแม่พลอย แต่บินตามมา วันที่เล่นเค้าว่างพอดี เป็นงานแรกในต่างประเทศของออย เค้าก็บินตามมาวันที่สาม

ออย: คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ (หัวเราะ) คืองานที่ฟิลิปปินส์ในพาร์ตของออย คือออยตามไปสองวันสุดท้าย ไปวันที่ซาวด์เช็ค เราก็ไปซาวด์เช็คตามปกติ ทีมงานเค้าก็ทำเต็มที่ของเค้า ขออะไรไปเค้าก็พยามทำให้ ประมาณนี้ ตอนซาวด์เช็คก็มีคนมาดู มีคนเริ่มรู้จักบ้าง มาขอถ่ายรูปอะไรงี้นิดหน่อย แล้วก็อีกวันเป็นวันเล่นจริง เล่นตอนเย็น โอเคเวทีก็ใหญ่หน่อย พื้นที่ใหญ่พอสมควร ใหญ่กว่ายิม จุได้ประมาณสองสามพันคน แต่ประเด็นคือ ทางฟิลิปปินส์เค้ามีวงดนตรีที่เหมือนบอดี้สแลมบ้านเรา ดังมาก ๆ มาเล่นด้วยในงานนี้ แล้ววันนั้นเป็นวันหยุดของฟิลิปปินส์ที่เค้าประกาศให้หยุด คนก็เลยว่าง แล้วเป็นฟรีคอนเสิร์ตอีก คนก็ปั่ก ปั่ก ปั่ก ปั่ก ปั่ก เข้ามา แล้วสรุปว่าคนเยอะเกินไป แล้ววงนั้นอะ ดันเล่นเปิดวงแรก โหคนเยอะมาก ตอนแรกเราใจชื้นแล้ว คนกรี๊ดกร๊าดเฮฮามาก รออยู่หลังเวทีตื่นเต้นมากเลย ซักพักก็มีการจลาจลเกิดขึ้น คนจะเบียดกันคือพยามจะเข้ามาให้ได้ ตอนแรกจุสองสามพันจากพื้นที่ที่มีอยู่ แต่ความเป็นจริงคือคนมีประมาณสองสามหมื่น ล้นออกไปตรงถนนใหญ่ แล้วคนที่ต่อแถวข้างนอกก็เข้ามาดูไม่ได้ มันก็เลยทำให้คนที่อยู่หน้าเวทีเบียด ๆ กัน ทำให้มีคนเป็นลม เค้าเลยหยุดคอนเสิร์ตไว้ก่อน ซักพักนึงรอ announcement ครั้งใหม่ สรุปก็คือ เราไม่ได้เล่นในครั้งนั้นค่ะ (หัวเราะ) เค้าก็แคนเซิลงานไปเลยเพื่อความเซฟของคนดูแล้วก็ของผู้แสดงด้วย เพราะคนเยอะมากจริง ๆ มีการปีนเข้ามา คือคนดูเค้าก็เอาใจมาดูแหละ

ดิว: คือสัปดาห์นั้นเป็นสัปดาห์ อาเซียนซัมมิท โดนัลด์ ทรัมป์ก็อยู่ที่มะนิลา ลุงตู่ก็อยู่ ผู้นำแคนาดา จีน อะไรอยู่หมดเลยครับ แบบทั่วโลกมาอยู่ตรงนั้น แล้วประกาศให้สามวันนั้นเป็นวันหยุดก็เหมือนปิดเมือง แล้วก็มีงานนี้ ซึ่งงานที่เราไปเล่นเป็นส่วนหนึ่งของงานใหญ่ แต่ของเราเป็นพาร์ตดนตรีก็เลยคนเยอะเกินอย่างที่ว่า แต่ก่อนหน้าจะวันเล่นเราก็ได้ไปทำอะไรเยอะแยะแล้วครับ ก็ดี ได้ไปกับวงอื่น ๆ เค้าพาไป museum เค้า ไปออกรายการทีวีบ้านเค้าด้วย

ออย: ซึ่งเป็นงานที่ออยไปครั้งแรก (หัวเราะ) คืองานยกเลิกเลย เป็นดวงนี่เอง (หัวเราะ)

ดิว: แล้วก็เฟล

โยเย: เปิดตัวออยอย่างยิ่งใหญ่ (หัวเราะ) แต่ที่ฟิลิปปินส์เค้าชอบมาก หน้าเหมือนดาราบ้านเค้า คือทุกคนมองเหลียวหลัง แล้วก็เดินเข้ามาถ่ายรูป แล้วเราก็จะแบบ ไม่ใช่ค่า (หัวเราะ)

จากนั้นก็เป็นอินเดีย

ต้น: งานที่สองอินเดียได้ไปเล่นที่ Udaipur World Music Festival ก็คืองานเวิลด์มิวสิค ชวนนักดนตรีจากทั่วโลก เรา success จากงานแรก ออร์แกไนซ์เค้าก็จ้างเราต่อ ให้มาเล่นอินเดีย งานนั้นก็ประทับใจ คือเรารู้ผลลัพธ์อยู่แล้วว่าอินเดียจะออกมาเป็นยังไง ส่วนอินเดียครั้งที่ 3 เล่นที่นิว เดลี สถานทูตไทย งาน Thai Festival จริง ๆ งาน Thai Festival ส่วนใหญ่เค้าจะเล่นให้คนไทยดู จะมีคนไทยมาแจม ต้องเล่นเพลงไทยเยอะ แต่กลายเป็นว่าที่อินเดียทาร์เก็ตหลักไม่ใช่คนไทยแต่จะเป็นคนอินเดีย ต้องเล่นให้คนอินเดียสนุก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอีก คนอินเดียก็สนใจเรา สนใจแนวเพลง สนใจวง ฟอร์แมตวง แนวเพลงแปลก เพลงสนุก เอนเตอร์เทนได้ เราก็มีแฟนจากอินเดียเค้ามาทักเยอะมาก ทั้งในเฟสบุ้คทั้งในอินสตาแกรมที่ติดตาม

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

คนอินเดียติดใจอะไรใน Asia 7

สุนทร: นั่นแหละฮะ ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ)

ดิว: คนอินเดียเค้าชอบฟังเพลงอยู่แล้วฮะ แค่เรายังไม่ต้องเล่นหรอก เราไปอยู่บนเวทีแล้วมีเครื่องดนตรีแปลก ๆ อยู่ เค้าก็กรี๊ดกร๊าดแล้ว เพราะว่า input เค้าแบบ เปิดรับอยู่แล้ว กว้างอยู่แล้ว (โยเย: มันเป็นธรรมชาติของเค้า ชอบฟังดนตรีอยู่แล้ว) ชอบเต้น ชอบฟัง ชอบร้อง อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

สุนทร: เพลงที่เราทำ ไม่ได้ทำมาเพื่อเต้นเลย ทำมาเพื่อโชว์ดนตรี เค้ายังเต้นได้ (ออย: เพลงช้าก็เต้น) เออเต้นแบบจริงจัง อินจริง ๆ

ออย: แต่เราก็เอาเซ็ต พุ่มพวงไปเล่น อย่างที่บอก โจ๊ะ ๆ ซึ่งเข้าทางเค้าอยู่แล้ว เค้าก็จะเฮ

สุนทร: เหมือนจุดแข็งของอินเดียเลยคือเค้ามีเซนส์เรื่อง groove เรื่องจังหวะ มีหลายเพลงที่เราก็คุยกันว่า เออ อยากจะ entertain คน เราก็เลยใช้วิธีการเอนเตอร์เทนด้วยการให้เค้าปรบมือตาม นู่นนี่นั่น แทบจะ 90% ทำได้หมดเลย ทำได้แบบที่เราให้ทำ เลยรู้สึกว่าเค้ามีเซนส์กับดนตรีที่บางที่ไม่เป็น อย่างเล่นบางงานตบตามได้บ้าง ตบตามไม่ได้บ้าง

ออย: งง ๆ บ้างบางจังหวะ

ต้น: เค้าจะตื่นเต้นกับอะไรแปลก ๆ

สุนทร: โอ้ย simple สำหรับเค้า ปรบมือง่าย ๆ เลย ทั้งที่จริง ๆ มันไม่ง่ายเลย แต่เค้าก็ปรบได้

ออย: ขนาดเล่นกันเองยังถูกบ้างไม่ถูกบ้าง (หัวเราะ)

ล่าสุดที่นอร์เวย์

ต้น: เพิ่งไปมาเมื่อเดือนที่แล้ว ไปอยู่ 8-9 วัน ได้รับการเชิญจากสถานทูตไทย ที่นอร์เวย์เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้ไปเหยียบยุโรป ยุโรปกับเอเชีย การฟังเพลงอะไรก็แตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างงานแรกที่เราได้ไปเล่นที่นอร์เวย์เป็นงานโชว์เคส หมายความว่าวันนี้มีคอนเสิร์ตสำหรับวงที่ลงทะเบียนไว้มาโชว์ คนดูก็ไม่รู้ว่ามีวงอะไรบ้าง Asia 7 ก็ไปเล่นเป็นวงแรก ถือว่าประสบความสำเร็จ ในฐานะที่เราเป็นฟิวชั่น ผสมผสานระหว่างดนตรีตะวันออกกับดนตรีตะวันตก

ดิว: มันง่ายตรงที่ว่า ที่ ๆ เราไปเล่นมันเป็นโชว์เคส คนที่มาดูเค้าเปิดรับอยู่แล้ว เป็นที่ ๆ แบบ ไม่ใช่มาดูศิลปินดัง

สุนทร: ถ้าไทยก็คล้าย ๆ Saxophone, Brown Sugar อะไรแบบนั้น

ดิว: เอาจริงที่ไทยก็แทบไม่เห็นแบบนี้ด้วยซ้ำ ที่ ๆ แบบ วันนั้นฉันจะมาดูวงอะไรก็ไม่รู้ เราน่าจะได้เห็นตัวอย่างบ้างตามหนังฝรั่งที่เค้าขึ้นไปแจมอะไรแบบนี้น ในไทยไม่ค่อยเห็น เราก็ง่ายตรงนี้เพราะเค้าพร้อมเปิดรับอยู่แล้ว อันที่สองเป็นนอกเมืองของนอร์เวย์ ที่เค้าจัดเป็น Music Festival ขึ้น เป็นเฟสติวัลที่แปลกดี คือจะเป็นเฟสติวัลที่จัดทั่วเมืองของเมืองนี้ เช่นจัดทั่วเมืองของเชียงใหม่ ประมาณนี้ แล้วก็ไม่ได้จัดในที่เดียวกัน แต่จะเป็นแบบ อะ วันนี้เวลานี้ เอาตารางไปดู ที่หอประชุมนั้น ๆ  แล้วเราไปเล่นที่ห้องสมุด ซึ่งอยู่ในหนึ่งในตารางที่ขึ้นในหนังสือพิมพ์ของเค้าด้วย เราก็มาเล่นที่ห้องสมุด ที่เป็นส่วนหนึ่งของเฟสติวัล แต่ถ้าไปก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นเฟสติวัล เพราะมีวงเราวงเดียว (หัวเราะ) น่ารักดีครับ เหมือนเค้าพยามพัฒนา แปลกดี

คนดูเป็นใครบ้าง

ต้น: งานแรกฝรั่งล้วนเลย

ดิว: งานที่สองก็ฝรั่ง มีคนไทยที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้วบ้าง แล้วเล่นกันกึ่ง ๆ อะคูสติกนิดนึง แต่ว่างานที่สามออกแนวคนไทยเยอะนิดนึง เพราเป็นงาน Thai Fair เคยจัดมา ซึ่งเค้ารู้อยู่แล้วว่างานนี้คนไทยเยอะ ซึ่งผมเพิ่งมารู้เหมือนกันว่า วันก่อนผมนั่งดูรายการเถื่อนทราเวล พี่สิงห์เค้าบอกว่าคนต่างชาติที่อยู่ในนอร์เวย์เยอะที่สุดก็คือคนไทย เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ก็จะมาดูกัน เราก็จะได้เล่นให้เค้าดู แต่เราก็ได้เล่นเพลงของเราด้วย งานจัดกลางจัตุรัสบ้านเค้า คนเดินไปเดินมาก็เข้ามาดู แต่ก็มีการแสดงอย่างอื่นด้วย ไม่ได้มีเราอย่างเดียว

ออย: นอร์เวย์ดีมาก อากาศดี ไม่อยากกลับเลย (หัวเราะ) แต่ของแพงมาก แต่คนไทยที่นู่นน่ารักมาก เค้าช่วยเหลือทุกอย่างเลย พอเห็นว่าเราเป็นคนไทย ก็จะแบบเอานู่นมั้ย เอานี่มั้ย เอาของกินมาให้

ที่ไปมา ชอบประเทศอะไรมากที่สุด 

Asia 7: มันคนละแบบเลยอะ

สุนทร: ต้องเจาะไปทีละเรื่อง ถ้าบรรยากาศต้องนอร์เวย์เลย

ออย: บรรยากาศที่นึง คนดูก็ที่นึง ถ้าอย่างคนดูก็อินเดีย เค้าสนุกตลอด

โยเย: มันส่งผลต่อคนเล่นด้วย เค้าสนุกกับเราเราก็สนุกกับเค้า

สุนทร: อย่างอากาศนี่นอร์เวย์แน่ ๆ อากาศดีมาก

ชาวต่างชาติตอบรับอย่างไรกับดนตรีของ Asia 7

โยเย: เค้าเดินเข้ามาชมก็มีนะ

ต้น: มาคุย มาถามว่าแบบ ทำมานานหรือยัง

ดิว: บางคนไปหาฟังวงเราก่อนก่อนที่จะมาเล่น คือเค้าเห็นตารางแล้วเค้าเข้าไปดูในยูทูป เค้าก็มา

โยเย: ส่วนใหญ่คนอินเดียจะมาตามกดไลค์ไอจี กับแฟนเพจเฟสบุ้ค คือเล่นเสร็จปุ้บ ยอดกดไลค์ ยอดแชร์ มาละ

ดิว: ยอดฟอลโลว์มาละ

สุนทร: แม้กระทั่งพวกเราก็โดนแอดเพื่อนกันเต็ม เอ้ะ ทำไมชื่อแปลก ๆ (หัวเราะ)

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

ตอนต้นกับโย ไปเรียนที่นอร์เวย์ ได้อะไรมาบ้าง

ต้น: ตอนไปเรียน ไปเรียนเกี่ยวกับ World Music ซึ่งเป็นหนึ่งสาขาที่อยู่ในแขนง Popular Music ของ University of Agder ที่นอร์เวย์ ก็ได้เห็นหลาย ๆ อย่าง เห็นความแตกต่างระหว่างระบบการเรียนการสอนของที่นู่นกับที่บ้านเราค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่เห็นหลัก ๆ เลยคือ การแสดงไอเดียของนักเรียนที่นู่น คือเค้ามีไอเดียที่หลากหลายและแตกต่างไปจากบ้านเรา

โยเย: เหมือนแนวดนตรีของที่นู่นก็จะเป็นคนละแนวกับบ้านเรา เค้าจะมีความอิเล็กทรอนิกที่มันแตกต่างไปจากเรา

ต้น: ถามว่าได้อะไร ก็ได้ไอเดียที่แตกต่าง รสนิยม เพลงที่เราไม่เคยฟัง มุมมองที่เราไม่เคยรู้ เช่นการแต่งเพลง หรือการผสมผสานดนตรีที่แปลก ๆ แต่ลงตัวเราก็ได้ไอเดียมา แล้วก็ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ได้ทำงานกับเพื่อน ๆ ที่นู่น

ได้ถ่ายทอดอะไรให้กับเพื่อน ๆ ที่นู่นบ้าง

โยเย: มันจะมีวิชานึงที่เป็นวิชารวมวง เราก็ได้เอาเพลงไทยเดิมไปให้เค้าเล่น ซึ่งก็เกิดความผสมผสานที่มันแปลกไปจากสิ่งที่เราเคยได้ยิน เกิดเป็นสำเนียงใหม่ที่เป็นเพลงไทยเดิมแต่เป็นสำเนียงนอร์เวย์ อะไรแบบนี้ ออกมา

ต้น: น่าสนใจมาก การเอาเพลงไทยไปให้ชาวต่างชาติเล่น คือการตีความหรือว่าสำเนียงมันจะผิดกันอยู่แล้วแหละ มันจะไม่เหมือนไทยหรอก แต่ว่าสิ่งที่เค้าทำได้อย่างน่าสนใจก็คือ มันเป็นเพลงไทยอะ แต่คนนอร์เวย์เล่น แล้วพอกลับเอามาเปิดให้ครูบาอาจารย์หรือเพื่อน ๆ ที่ประเทศไทยฟัง เค้ามองว่า เห้ย มันคล้าย ๆ เพลงไทย แต่ทำไมมันเหมือนเพลงนอร์เวย์จัง หมายความว่า ทำไมมันกลายเป็นฟังแล้วเหมือนเพลงนอร์เวย์มากกว่าเพลงไทย แต่ในความรู้สึกผม ผมว่ามัน success นะ เพราะมันทำให้รส สีสัน แนวทางดนตรีไทยเปลี่ยนไป มันกว้างขึ้น เหมือนเปิดโลกของเราด้วย ของวงการด้วย แล้วตอนนี้ก็ได้ทำโปรเจคกับเพื่อน ๆ นอร์เวย์ ชื่อว่าโปรเจค Thai x Norsk นำเอาเมโลดี้หรือท่วงทำนอง ความเป็นเอเชีย ไปผสมผสานกับความเป็นนอร์ดิก หรือชาวสแกนดิเนเวียน ผสมกัน ก็มีหลาย ๆ เพลง มีออกแจ๊ส โซช อาร์แอนด์บี อิเล็กทรอนิก ดรัมแอนด์เบส ก็ทดลองทำเพราะว่าเพื่อนที่นู่นเล่นหลาย ๆ แนวแล้วก็เราทำงานกันหลายกลุ่มไม่ได้ทำแค่กลุ่มเดียว ทำเป็นโปรเจคใหญ่ ก็เป็นโปรเจคที่น่าจะได้ฟังภายในปี 61 นี้นะคับ ทำเป็นแผ่นซีดีออกมา ฝากติดตามโปรเจค Thai x Norsk ด้วยครับ

ต้นเล่นกับ Rasmee ด้วย มีความแตกต่างอย่างไรกับการเล่นกับ Asia 7 มั้ย

ต้น: ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเลยคือรัสมีเค้าเน้นไปที่แนวเพลงอีสาน เป็นหมอลำ เพลงเขมร สำเนียงนี้ต้องยึดหลักไว้ ส่วน Asia 7 เราต้องมองภาพกว้าง ๆ เราต้องเป็นวงที่นำเอาความเป็นไทย ความเป็นเอเชีย ความเป็นโลกตะวันออกของเรามาผสมผสาน ซึ่งเราไม่ได้จำกัดว่าเราต้องเป็นอีกสานอย่างเดียว หรือเป็นหมอลำอย่างเดียว อาจจะมีสำเนียงญี่ปุ่น สำเนียงแขก อะไรแบบนี้มาผสมผสาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องความแตกต่างทางแนวเพลงนะครับ อีกอย่างคือในเรื่องความแตกต่างทางด้านการเล่น แตกต่างแน่นอน คือรัสมีผมต้องคีปความเป็นดนตรีอีสานค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นเมโลดี้ที่เล่นก็จะมีความโมเดิร์นอยู่ แต่ต้องคงเมโลดี้ที่เป็นลวดลายอีสานค่อนข้างสูงพอสมควรเพื่อให้มัน match กับเพลงเค้า บางเพลงเอามาจากลำภูไท ลำเต้ย เราก็ต้องเล่นพิณ เล่นแคน ทำนองลำภูไท ลำเต้ย ผสมกัน เพื่อให้มันกลมกลืนกับวงรัสมีมากที่สุด ส่วนวง Asia 7 เราก็ยังไม่ได้หลุดว่าจะไม่เอาทำนองอีสานที่ไม่ใช่พิณ เราก็ยังต้องเล่นทำนองที่เป็นอีสาน เป็นพิณอยู่ แต่เรื่องของคอร์ด เรื่องของ Harmony ของวง Asia 7 มันมีความซับซ้อนแล้วก็มีความหลากหลายมากกว่า มันก็เลยทำให้ความเป็นพิณ ความเป็นดนตรีอีสานที่ผมเล่นกับ Asia 7 มันเลยมีความซับซ้อน complex มากกว่ารัสมี colour ที่เล่นออกมามันก็แตกต่าง แน่นอนอยู่แล้ว ต่างกันทั้งสองวง แล้วก็เรื่องความยากง่ายก็แตกต่างกัน รัสมีบางเพลงก็จะมีความเรียบง่าย เล่นแบบง่าย ๆ น้อย ๆ แต่เพราะ บางเพลงก็ต้องเล่นเยอะ แต่ก็วนมาเรื่องเดิมก็คือต้องอิงความเป็นอีสาน อยู่ ส่วน Asia 7 ก็สร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้เราได้ คือเราสามารถ manage ว่าเพลงนี้ อาจจะยังเป็นอีสานอยู่ แต่อีกเพลงนึง อาจจะใช้สเกล 5 เสียง แต่ไม่ใช่แบบอีสาน เราก็ต้องกำหนดแล้วแต่เพลง บางเพลงเป็นสำเนียงแขก เราก็ต้องใช้สำเนียงที่มันเป็นฮาร์โมนิก เมโลดิค หรือเป็นสเกลอินเดีย แล้วแต่ท่วงทำนองออกไป อันนี้ก็ถือว่าเป็นความแตกต่างระหว่างสองวงนี้

ออยเรียนคลาสสิคมา การมาร้องเพลงกับ Asia 7 ยากไหม แล้วตอนที่แสดงนำเรื่องสี่แผ่นดิน ได้รับประสบการณ์​อะไรบ้าง สามารถ​มาปรับใช้กับการร้องเพลงกับ Asia 7 ได้ไหม

ออย: ตอนแรกที่ยังไม่ได้เล่นสี่แผ่นดินเราจะร้องแบบค่อนข้างลอยนิ่ง ๆ มากกว่าเพราะติดมาจากเทคนิคของคลาสสิคที่เรียนมา แต่ว่าก็ถือว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่คนจำเราได้ในตอนนั้นด้วย สำหรับเพลงของ Asia 7 ทุกเพลงก็ได้ปรับให้เข้ากับตัวเราเอง เพราะเราจะคุยปรึกษาและทำด้วยกันมาตลอดเลย จะเน้นความเป็นตัวเราเข้าไปมากกว่า แต่หลังจากเล่นสี่แผ่นดินแล้วเทคนิคเลยเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของการพรีเซ็นต์เพลง การใช้ช่องเสียงจะไม่นิ่งเหมือนเมื่อก่อน จะมีความป๊อป ความโปรเจ็กเนื้อเสียงเข้าไปมากขึ้น ซึ่งก็พอดีกับช่วงที่ Asia 7 ออกคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศแล้วเราต้องร้องเพลงที่ค่อนข้างป๊อปแล้วเต้นไปด้วย มันก็เลยทำให้เนื้อเสียงค่อนข้างแข็งแรงขึ้นไม่ลอยเหมือนเมื่อก่อนในเพลงที่จำเป็น นอกจากเรื่องเสียงก็มีเรื่องของฟีลและการทำงานค่ะ เรื่องฟีลก็แน่นอน การเล่นละครเวทีทำให้เราใส่ใจกับความหมายอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็เอามาปรับใช้กับแม้กระทั่งกับความหมายของเมโลดี้ทำนองเพลง ถึงแม้จะไม่มีเนื้อเพลงก็ตาม แต่เราสามารถเข้าถึงแก่นของเพลงได้ง่ายขึ้นแล้วก็สื่อมันออกมาได้ชัดขึ้น เรื่องของการทำงานก็ทำให้เรามีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะเราทำกับมืออาชีพมาแล้ว ทำให้เรานำมาปรับใช้ตรงนี้ได้ค่อนข้างเยอะ

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

เคยคิดว่าดนตรีพื้นบ้านจะหายไปจากวัฒนธรรมไทยมั้ยคะ

โยเย: ไม่คิดนะ

ออย: ถ้าตราบใดที่วงเรายังทำอยู่เราก็ว่ามันยังไม่หายนะ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่วงเราวงเดียวที่ทำ ยังมีอีกสองสามวง

ดิว: ความจริงมีวงมาก่อนเราหลายวงแล้ว เราไม่ใช่วงแรก

โยเย: มันไม่มีทางหายไป

ออย: ซึ่งเดี๋ยวนี้ เด็ก ๆ สมัยนี้ก็อินกับดนตรีไทย รู้สึกว่าเค้าอยากเอามา adapt กับดนตรีสากล ก็แบบในทางของเค้าเอง เด็ก ๆ ก็ให้ความสนใจเยอะ น่าจะอยู่ไปอีกยาว

ต้น: ผมคิดว่ามันไม่หายไปหรอก ไม่หายไป แต่แค่มันจะไปอยู่ในรูปไหนก็เท่านั้นเอง จะไปอยู่ในแนวไหน อยู่กับอะไร แจ๊สเหรอ ป๊อป ป๊อปแบบไหน อาจจะเป็นโซล ร็อก ฮิปฮอป แต่มันจะสอดแทรกเรื่องพวกนี้อยู่ อาจจะเป็นทำนอง คำร้อง หรือเครื่องดนตรี ประมาณนี้

ดิว: มันไม่ popular ก็เท่านั้นเอง

ถ้าเกิดใครชอบแนวทาง Asia7 มีวงอะไรแนะนำให้ไปฟังต่อมั้ยคะ

สุนทร: วง Asia 7 นี่แหละฮะ (หัวเราะ)

ดิว: ความจริงมันมีมายาวนานแล้วครับ ถ้าย้อนไปเมื่อก่อนจะมีวง ฟองน้ำ กอไผ่ บอยไทย

โยเย: ซึ่งแต่ละวงจะมีสไตล์ของเค้าเอง

ดิว: ถ้าเกิดช่วงนี้ก็รัสมี, Paradise Bangkok Molam International, The Sound of Siam ของพี่โก้ saxman อย่าง The Rube, เก่ง ธชย แค่นี้ก็เยอะแล้วอะ คือไม่ได้มีวงเราวงเดียว ไปหาฟังกันได้

สุนทร: ยังมีวงที่เป็นแบบ โซน ๆ เรกเก้ ผสมเครื่องดนตรีอีสาน ศรีราชาร็อกเกอร์ จากเมื่อก่อนเป็นเรกเก้ ตอนนี้ก็มีอีสานประยุกต์ ก็จะประมาณนี้ มันไม่หายไปหรอก แค่จะอยู่ในรูปไหนเท่านั้น

ดิว: ซึ่งที่พูดมาก็ไม่มีใครที่แนวทางซ้ำกันเลย มันก็ตอบสิ่งที่ต้นพูดไป แต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน ตีความต่างกัน ประมาณนี้

เป้าหมายสูงสุดของ Asia 7 คืออะไร

ออย: ทุกคนยังอยู่ด้วยกัน (หัวเราะ)

ดิว: คนที่พูดเมื่อกี้จะไปคนแรกเลยฮะ (หัวเราะ)

โยเย: ยังไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่เป้าหมายของปีนี้ คืออัลบั้ม (หัวเราะ) ที่เราตั้งใจว่าต้องทำให้เสร็จ

ดิว: ตอนนี้เป้าหมายคือเราแค่รักในการทำเพลง แล้วก็มีพื้นที่ให้เราได้ทำอะไรที่มันเป็นสิ่งที่มีรูปแบบใหม่ขึ้นมา ส่วนนึงก็เป็นการคืนสิ่งที่เราได้รับมาให้สังคม เราเรียนดนตรีมา แล้วเราก็ควรจะผลิตอะไรกลับไปวงการบ้าง

สุนทร: เรื่องพวกนี้ เราก็คุยกันตลอดแหละ แต่สิ่งที่จะช่วยให้มันได้เปิดเผยกว้างขึ้นก็คือการมีคนยอมรับ มีคนอุดหนุนวงเรา

ดิว: แน่นอน เราก็อยากดังกันแหละครับ

สุนทร:: ใช่ แต่จะมีโอกาสหรือเปล่า คือพอเราถึงจุดนึงปุ้บ เราก็จะเป็นทั้งตัวอย่าง เป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา เราก็อยากเป็นแรงบันดาลใจด้วย แล้วก็อยากมอบความสุข แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราเคยคุยกันว่า ตอนนี้ เราเริ่มต้นจากศูนย์ เราต้องค่อย ๆ ช่วยกันไป เป้าหมายมันก็เลยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนตอนนี้เราอาจจะแค่อยากทำเพลงให้มันดี แล้วก็ขั้นต่อไปเราอยากขยายสิ่งที่เราทำให้คนตรงนั้นตรงนี้ ไม่แน่อาจจะเป็นเหมือนพี่ตูนก็ได้ จนตอนนี้ แต่งเพลงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ อาจจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ครับ

Asia 7, the Salaya Sound, Thai Fusion, India, Korea, Norway

เราจะได้ฟังอะไรในอัลบั้มเต็มของ Asia 7 บ้าง

ดิว: ความจริงเรามีอีพีมาแล้วก็คือประมาณครึ่งอัลบั้ม ทีนี้อัลบั้มเต็มของเราก็จะมีทั้งบรรเลงและเป็น lyric แล้วก็ซาวด์จะออกแนวไม่ถึงกับเป็นไปในทิศทางเดียวกันมาก จะบิดไปทางแจ๊ส บิดไปทางเพลงร้อง ติดป๊อปด้วย เพราะว่าอัลบั้มที่ออกมา เราใช้เวลานานมาก แต่ละปี แต่ละเดือน เราก็โตขึ้น เพลงในอัลบั้มก็อาจจะไม่ได้ดู unique มากแต่มันก็คือความหลากหลาย ด้วยความที่เราทำแต่ละเพลงเราทำกันนาน ก็เลยไม่ได้จบแปปเดียว

สุนทร: อัลบั้มต้องเสร็จภายในปีนี้ คือรวมระยะเวลาที่เราทำอัลบั้มนี้ก็เกือบสามปีเลยนะ เลยไม่แปลกที่เพลงที่เราทำแรก ๆ ก็จะดิบหน่อย มีความดนตรีสด บรรเลง มากกว่า เพลงเร็ว ๆ ที่จะออก ก็คือความใส่ sound design เข้าไปเยอะขึ้น อะไรงี้ ตามสิ่งที่เราเพิ่มเติมขึ้นมา

ดิว: ดนตรีปีนี้กับปีที่แล้ว แฟชั่นมันเปลี่ยนไปเร็วมาก ทุกคนก็เปลี่ยนไป เพลงก็เปลี่ยนไป

สุนทร: ตอนนั้นยังคุยกันอยู่ว่าเฮ้ย มันจะไม่เป็นก้อนเดียวกันนะ แต่ก็ยังอยู่สึกว่าดีอีกแบบนึง คือในอัลบั้มนี้ ก็จะได้เห็นระยะเวลา การเดินทางของเรา ว่าเป็นยังไงบ้าง เริ่มต้นจากตรงไหน

ฝากผลงาน

ติดตามได้ที่แฟนเพจ ยูทป ไอจี เราอัพเดตเป็นประจำ streaming: Spotify,  Fungjai, Apple Music ทุกที่แหละ

รับฟังเพลง ขวัญเจ้าเอย ได้ที่

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล
ภาพ: ฉันทวัฒน์ ยิ้มโสภา (@fordyims), จิรพัทธ์ วงศ์สอาดสกุล (ig @nudgesw_photography , fb Nudgesw Photography)
สถานที่: แพท คาเฟ่ โบราณ
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง