The Salaya Sound ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ The Whitest Crow วงรุ่นพี่จาก MUIC สุดเท่ ให้ลึกขึ้นอีกนิด ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกพี่ ๆ ฝากวีรกรรมไว้ที่ศาลายา บอกเลยว่าตำนาน เพราะอยู่มาตั้งแต่โต๊ะแดงยังไม่เจ๊ง!! ไม่ต้องอินโทรให้ยาว มาลุยอ่านกันเลยดีกว่า บอกเลยใครอ่านไม่จบคือพลาด!

 

(เปิดบทสัมภาษณ์ด้วยเสียงเติ้ลกรี๊ดทักทายเข้าไมค์)

แนะนำ The Whitest Crow ให้เด็กศาลายาฟังใน 1 ประโยค

อ๋อง: 1 ประโยคให้เด็กศาลายาฟังต้องไม่ธรรมดาแล้ว

เติ้ล: 1 ประโยคอ่อ “ตั้งแต่โต๊ะแดงยังไม่เจ๊ง!” (หัวเราะ) เหี้ย มันจะรู้จักกันป่าววะ (หัวเราะ)

อ๋อง: น่านั่งศาลายา

เติ้ล: หอเจี๊ยะ

เบน: สลัมบาร์

เติ้ล: เยอะละ ๆ เอาที่เดียว ๆ สลัมบาร์

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau, Space Oddity

ก่อนที่จะมาเป็น The Whitest Crow เคยมีวงดนตรีกันมาก่อนไหม

เติ้ล: นี่คนแรกเลย ๆ วงพี่เบนอะไร

เบน: เอ้ยของเรา ไม่อยากบอกเลยอะ ชื่อมันซ้ำอะ เซนเซอร์ได้ปะ ชื่อ D—sw–t อย่าเอาไปลงนะ โดนด่านะ (หัวเราะ)

เติ้ล: นำทีมโดย ปิง ป๊อกป๊อก อะวงมึงอะ

แบงค์: Postor

เติ้ล: ย่อมาจาก Post Rock แล้วเติม –or เข้าไป

แบงค์: สมาชิกก็อยู่ในนี้นี่แหละ

เติ้ล: ของพี่อ๋องพีคสุด ตั้งแต่อยู่มัธยม วงอะไรนะ

อ๋อง: วงชื่อ Blue Axe Black Face หรือว่า ขวานฟ้าหน้าดำ นะฮะ เข้ามหาลัยมาก็มี พุทธิดาแบนด์ ของคณะสิ่งแวดล้อม แล้วก็มา Swiss Chesse จาก MUIC

เติ้ล: คือ Swiss Cheese คือวงสุดท้ายก่อนแตกแล้วกูขโมยตัวมา (หัวเราะ) ส่วนของกูอยู่ Leftover Radiation แล้วก็มาเป็น The Whitest Crow เลย เพราะว่า วงแตก (หัวเราะ)

ที่มาของชื่อ The Whitest Crow

เติ้ล: จริง ๆ ชื่อวงนี่แม่ง เคยมี Secret Cage ก็เลยกลายมาเป็นชื่อ EP. แล้วถึงมาเป็น The Whitest Crow มันดูเป็นอะไรที่คอนทราสต์ดี กาแม่งดำ แต่เราขาวสุดของอีกา มันเป็นเรื่อขงการ judge คน คือแบบ เราถูกตัดสินภายนอกกันมาบอก เอ้ยคนนี้เป็นงี้ชัวร์ เป็นงี้ชัวร์ แต่เราแบบ เราเป็นอีกาที่ขาวที่สุดอะ แต่มันไม่ได้เป็นอีกาที่ขาวที่สุดที่ภายนอก เรามาขาวด้วยภายในมากกว่า

ใจเราสะอาด

เติ้ล: ไม่ (หัวเราะ)

Aongg, The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

ความสนุกสนานของ The Whitest Crow ที่ศาลายาตอนนั้น

เติ้ล: เรียงจากแก่สุด ๆ หรือเรียงจากเด็กสุด อะเด็กสุดละกัน

แบงค์: Be With You อะ เป็นเพลงสัน ฯ ประจำเทอมของอินเตอร์ ไอ้ห่า ร้องอยู่นั่นอะ ‘Come on, Come on’ท่อนอื่นไม่ร้อง (หัวเราะ)

เติ้ล: คือกลายเป็นเพลงสัน ฯ ประจำคณะอินเตอร์ (หัวเราะ) ในยุคนึง ‘Just wanna be หมีพูห์’ ทุเรศมากเลย ทำไมวะ (หัวเราะ)

อ๋อง: คือ Be With You มาอยู่ในช่วงที่แบงค์เป็นพี่รับน้องพอดี

เติ้ล: ศาลายาของผมก็คือ เมื่อก่อนเราซ้อมคณะสนุกมากเลย ตรงตึกที่มีบันไดวน สนุกไม่เท่าไหร่ ตอนอยู่ Stu.B เราเคยจัดคอนเสิร์ตที่ Stu.B จัดหน้าบ้าน เล่นอะคูสติคโชว์ ใช้ PA เต็มชุดเลยนะ ไม่มีใครว่า สบายใจมาก มันอยู่ศาลายา เหมือนเล่นในบ้าน เราเลยมีคอนเซปต์ว่า ‘ทำทุกที่ให้เป็นศาลายา’ เราจะมีทุกคนจากศาลายามาอยู่ เหมือนวันนี้ ที่เรามีคนจากศาลายามาหมดเลย เรารู้สึกว่าแฮปปี้มาก ๆ

เบน: ความรู้สึกช่วงศาลายาเหรอ ก็น่าจะเป็นช่วงที่เพิ่งเข้ามาเล่นให้วงเติ้ลน่ะแหละ ตอนนั้นคือวงเก่ากำลังจะแตก แล้วก็ได้ไปเล่นให้วงเติ้ล ช่วงนั้นเป็นช่วงเด็กบ้า บ้าเล่น Arctic Monkeys เล่นอยู่นั่นแหละ เล่นไปเรื่อยเปื่อย

เติ้ล: มึงพูดความจริงได้ไงเนี่ยพี่ (หัวเราะ)

เบน: แต่ว่าความจริง Arctic Monkeys ก๊อปเราเอง (หัวเราะ)

เติ้ล: Arctic Monkeys คือ The Whitest Crow อังกฤษ อันนี้คือเรื่องจริง คือ Arctic Monkeys แม่งขี้ก็อป (หัวเราะ)

อ๋อง: ดูเบ้าหน้าก็รู้แล้ว (หัวเราะ)

เติ้ล: คือเราเคยสงสัยว่าเพลงเราเหมือน Arctic Monkeys มั้ย ไม่ใช่! คือเราหน้าเหมือน Alex Turner ไง (หัวเราะ) เอ้ย เฉียบ! อะตามึง

อ๋อง: เราว่าศาลายาก็คือศาลายาอะ (เพื่อนร้อง เอ้า! ยกวง) ไม่ ๆๆๆ คือ ถ้าพูดในที่นี้คือทุกคนที่อยู่ศาลายาจะรู้ว่าศาลายาแม่งเป็นยังไง คือศาลายาแม่งเป็นประเทศอะ ศาลายาอะ เข้าใจปะ!

เติ้ล: มีเพลงมาร์ช ๆ (ร้อง) ‘โอ้ศาลายาาา’

อ๋อง: เอ้ยเดี๋ยวมันมี ‘โอ้ พญาไท’ ด้วย (หัวเราะ)

พูดถึงวงสมเกียรติ อีกหนึ่งชาวศาลายาซักเล็กน้อย

เติ้ล: สมเกียรติเป็นเพื่อนพี่อ๋อง ๆ สมเกียรติถือว่าเป็นไอดอลเราเลยนะ เหมือน Royal Blood เห็น Arctic Monkeys ของเราคือเห็นสมเกียรติประกวดโค้ก มิวสิคอวอร์ดส แล้วเอาเพลง เรือชูชีพ มาทำ เชี่ยเท่มาก แล้วทุกคนเห็นสมเกียรติเป็นไอดอล ความประทับใจของสมเกียรติของผม คือ! อาคารอเนก ฯ ตอนนั้นพี่อ๋องอยู่ คือเราแอบรับประทานแอลกอฮอล์กันหลังอาคารอเนก ฯ กินเป็นขวด แต่ไม่มีที่เปิด ด้วยความที่พี่อ๋องมีความแบบ เฟรนด์มาก ๆ friend before เค้าจะเปิดขวดให้ เลยโชว์ภูมิไปหน่อย ใช้ซัมซุงกาแล็กซี่เปิดขวดเครื่องดื่มตรา 037 ให้สมเกียรติ *ป๊อก* เปิดปกติ เป็นเบียร์ไอเย็น ๆ ขึ้น แต่ว่าจอแตก (หัวเราะ) ถามว่ามือถือเพิ่งซื้อมานานมั้ยครับ?

อ๋อง: โอ้ย ไอ้เหี้ย กูไม่อยากจะคิดเลย (หัวเราะ) เจ็บใจว่ะ

เติ้ล: อันนั้นก็น่าจะเป็นความประทับใจที่สุดกับสมเกียรติคร้บ

อ๋อง: เอาจริงรู้มั้ยเมื่อก่อนสมเกียรติชื่อวงว่าเบอร์เกอร์อะ เออช่างมันเหอะ (หัวเราะ) เป็นเพื่อนตั้งแต่เข้ามาปี 1 เลย เพราะว่าบอส โบ๊ท พี่นัท อ๋อ ใช่ เราเคยอยู่น้ำท่วมกับยิ้ม ใช่ น้ำท่วมใหญ่ แอป (Mattnimare) ก็อยู่

เติ้ล: ได้ค่าตัวหนังมาทำอะไร

อ๋อง: ฮะ (หัวเราะ) อ๋อ กินเบียร์ (หัวเราะ) คือน้ำเปล่าหายากมาก แต่กินเบียร์ทุกวัน! กินแบบ กินกันเมา แต่น้ำเปล่าไม่มี คือมีร้านชำที่เค้ายังอยู่เพื่อชาวน้ำท่วมอะ เค้าก็มีเบียร์สต๊อกไว้อยู่แล้ว แต่คือน้ำเปล่าคนอื่นก็ซื้อไปแล้ว คิดดูว่าต้องเข็นเรือเข้ามอ เพราะพายเรือไม่ได้ เพื่อเอาน้ำเปล่าแล้วก็กับข้าวออกมามาที่หอ อยู่กับยิ้ม

เติ้ล: พอละเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี (หัวเราะ)

แบงค์: สมเกียรติ ชอบครับ ตามไปดูที่ Fat FEST ๆ สมัยเป็นแฟตเฟส แต่ว่าไปไม่ทัน ก็เลยไปดูวงอื่น (หัวเราะ) อันนี้จริง ๆ ไปดูวงอื่น

เติ้ล: เมืองทองรถติด

แบงค์: รถติดมาก ทะเลสาบเมืองทองธานี แต่ก็ชอบครับ ผลงานตั้งแต่โค้ก เพลงคัฟเวอร์ รู้สึกว่าเค้าเก่ง เราก็ฟังเค้าตั้งแต่นั้นมา

เบน: อย่างงานประกวดบางทีคนจะเอาเพลงที่คนรู้จักหน่อย หรือค่อนข้างมี criteria มีผลต่อคะแนนเยอะอะ เลยชอบที่เค้ากล้าเอาเพลงที่มีความเป็นเค้า เอาเพลงอย่างนั้นมาใช้เลยโดยที่ใส่ความเป็นเค้าเข้าไปเยอะ รู้สึกว่ากล้าดี แล้วมันก็ออกมาดีเพราะเค้ามั่นใจ ก็ถือว่าเป็นไอดอลเหมือนกัน

โบ๊ท สมเกียรติฝากคำถามนี้มา “ผมคุณอ๋อง มือกีตาร์ ทำมาจากอะไรครับ”

เติ้ล: ผมคุณอ๋องทำมาจากอะไรครับ

อ๋อง: ผมเราอ่อ ผมเราเนี่ยนะ ทำมาจากโลกนาคต ทำมาจากเส้นเหล็กที่มาจากบนดาวของ superman แต่ไม่ใช่ kryptonite แต่เป็นสิ่งที่ เออ ช่างแม่งเหอะ (หัวเราะ)

เบน: ต้องเล่าด้วยว่าเกิดมาผมตรง

เติ้ล: เกิดมาผมตรง เอ้อ! (หัวเราะ) มันมีประวัติอยู่ พี่อ๋องตอนเด็กนอนแคร่

อ๋อง: ตกแคร่ เย็บหัว dna เลยเปลี่ยน หัวหยิกเลย (หัวเราะ)

เติ้ล: คือพี่อ๋องนอนเตียงสูง แล้วหล่นลงมา แล้วตกลงพื้น ไม่ได้เย็บหัวนะ เย็บผม (หัวเราะ) ให้ผมหยิก

The Salaya Sound เพิ่งสัมภาษณ์วงสมเกียรติไป มาอ่านความสนุกสนานกันได้ที่ THE SALAYA SOUND EP. 14 – สมเกียรติ ศาลายารำลึก, เพื่อน, เสียงหัวเราะ และขาหมู!

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

ขอเรื่องผีที่ศาลายา 1 เรื่อง

เติ้ล: เรื่องผีกูเคยล่าท้าผี คือจริง ๆ กูไปเพลย์ยาร์ด แล้วหลอกพี่จิน Part Time Musicians พี่จินเป็นคนชอบเรื่องผีเลยหลอกพี่จินมาล่าท้าผี แต่จริง ๆ คือขี้เกียจนั่งแทกซี่กลับ เปลืองตัง แล้วบอกพี่จินว่า มีผีนะ หลอกมา แล้วเจอ คือมันจะมีตำนานเรือนไทยอะ ที่เค้านับเสา ไอ้เหี้ย คือไม่รู้ว่าเมาหรือเจอผีจริง ๆ กูเห็นคนกระโดดข้ามเสาไปมาอะแล้วก็แบบ อุตริแบบ เฮ้ย ผี ๆๆ แล้วก็บางคนก็เจอเป็นเงานางรำอะไรแบบนี้ แต่มันมีความจริงตรงที่แบบ ตรงปาร์ค 2 จะมีตึกวิทยาที่มี 2 ชั้นอะ จริง ๆ เค้าเก็บอาจารย์ใหญ่ไว้ข้างบน แล้วมีคนเห็นเป็นคนเดินเลย ก็ไม่รู้นะ มันก็มีความน่ากลัวอยู่ ส่วนที่ห้องซ้อมคณะเคยเจอ ที่คณะตอนรุ่นกูจะเรียกเจ๊ แบบ เชี่ย เจ๊มาว่ะ ๆ แต่แบบ จะเห็นเป็นผู้หญิงชุดขาว ๆ แอบอยู่ตรงห้องซ้อมอินเตอร์ ห้องซ้อมคณะ IC เงี้ย แค่นี้ แล้วไปกินเหล้าต่อ ไม่มีอะไร๊!

อ๋อง: ดกสู้ดิ ๆ ดกสู้!

แบงค์: มี ตรงเรือนไทยเหมือนกัน ตรงจุดนั้นเลย แต่ของพี่เติ้ลอาจจะพีคกว่า ตอนนั้นไปกับเพื่อน สองสามคน มาเป็นกลิ่นเลย คือเดินทะลุไปผ่านตึกตึก EC ตึกเรียนภาษาของคณะอินเตอร์ เดินผ่านไปประมาณ 2-3 ทุ่ม เค้าก็คุยกันเฮฮา แต่เราใจไม่ดีละ ไม่ได้กลัว แต่มันก็มืดแหละ พอหันซ้ายไปนิดนึงเท่านั้นแหละ ตรงที่มีต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ก่อนถึงเรือนไทย กลิ่นตีหน้านิดนึงทุกคนหันหลบหมดเลย นั่นแหละ กัญชา อีเหี้ย! (หัวเราะ)

เติ้ล: มีตรงศาลพ่อปู่ ๆ IC  ที่มันมียุคนึงเฟอร์บี้แม่งฮิตแล้วแม่งเอาว่าวเฟอร์บี้มาถวายอะ ไอสัส พ่อปู่เกิดทันเฟอร์บี้ป่าวเนี่ยไอ้เหี้ย (หัวเราะ) คือกูทำเสื้อรับน้องหายเว้ย แล้วเดินหา แบบ ขอให้หาเจอ ๆ แล้วสรุปเจอ! อยู่ที่ศาลพ่อปู่ ห้อยไว้ พี่ยามเก็บไว้ให้ บอกเนี่ย เดี๋ยวก็ไม่มีไปค่ายหรอก (หัวเราะ) จบแล้ววว!

ที่ประจำที่ที่ศาลายา

เติ้ล:  Stu.B กับ Common Cafe ที่โดนไดรฟ์ทรูเข้าไปอะ (หัวเราะ)

อ๋อง: ของเราน่าจะคอฟฟี่บาร์กับน่านั่ง ตอนนี้เป็นก่งก๊ง ละ Get Bar ก็เจ๊งแล้วใช่มะ ไอ้เหี้ย ไม่มีใครรู้จักกันแล้วอะ เสียใจว่ะ แล้วมันจะมีอีกอันนึงคือ ต่อป่าแตก เป็นร้านอาหารป่า

เติ้ล: คือเรียนสิ่งแวดล้อม ไปอนุรักษ์ป่ามา กลับมาแดกเนื้ออะไร

อ๋อง: (ตอบทันที) กินเก้ง (หัวเราะ)

แบงค์: Stu.B บัณฑิตงี้ เออ เข้าไปนั่ง มีอะไรอีกอะ ร้านอาหารอีสาน ดาบอ๋า ป้าอ้อย

เติ้ล: กูเคยไป! ถามหาดาบอ๋า ดาบอ๋า ตายแล้ว ซักพักไปถาม ป้าอ้อยยังอยู่มั้ย ป้าอ้อยก็ตายแล้ว! คือไม่เหลือใคร ร้านสมตำ ที่เคยอยู่คลองทวี เป็นปลาลวกจิ๋มอะ

(ถอดเทปมาแบบนี้จริง ๆ นะ ฮ่า ๆ )

เบน: ของผมจะเป็น สเต๊กลุงหนวด แล้วก็ฟิตเนส สองอย่าง ฟิตเนสคณะ ส่วนปี 1 จะเป็นสลัมบาเร่ ประมาณนี้

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

แนะนำวง The Whitest Crow ผ่าน สิ่งแรกที่ทำร่วมกัน สำหรับน้อง ๆ หลาย ๆ คนที่โตไม่ทัน

เจอกันครั้งแรก

เติ้ล: จริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใครเจอกูครั้งแรกเลย (หัวเราะ) มีสมาชิกเก่าอีกสองคน เป็นพี่ฮัท กับพี่แมค ตอนแรกเจอพี่ฮัทก่อน มาซ้อมกันสองคน อุตริแล่นเบสกับกีตาร์สองคน เล่นไม่ได้ เลยเจอพี่แมคเข้ามาในห้องซ้อม ถามว่าพี่แมคอยากตีกลองมั้ย อะ ตี ก็เลยเข้ามาตี ซ้อมไปซ้อมมาสามคน เฮ้ย ไม่รอดว่ะ ต้องหาคนเล่นกีตาร์ละ ก็เลยเป็นพี่อ๋อง พี่อ๋องอยู่อีกวงนึง ชื่อ Swiss Cheese ที่บอกไปตอนต้นมาเล่น แล้วเหมือนพี่แมคไม่ว่าง แกฝึกงานการโรงแรม ก็เลยเป็นพี่เบนมาตี ซักพัก ทำเพลง เริ่มทำ Be With You ละ เวอร์ชั่นแรก พี่ฮัท มือเบสออก เลยได้แบงค์มาเล่น ก็ครบ เจอกันครั้งแรกกจริง ๆ น่าจะเป็น ณ นคร มินิบาร์

อ๋อง: ไม่ ๆ อันนั้นงานเล่นงานแรก

เติ้ล: อ๋อ เออ แต่เจอกันก็เพราะไปเสือกวงแบงค์กับพี่เบนมา Postor แล้วพี่อ๋องก็เป็นไลน์อัพเดิม ตั้งแต่แรกแล้ว ก็แค่นั้นแหละ จะเอาอะไรเยอะแยะ!! (หัวเราะ)

 

ทำเพลงกันครั้งแรก

เติ้ล: ก็เป็น Be With You ก็ไปอัดที่บ้านพี่ออฟ Rats Records

อ๋อง: จริง ๆ ซ้อมก่อน หลายเวอร์ชั่น

เติ้ล: ไม่ผ่านซักที เวอร์ชั่นที่ผ่านที่เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน คือเล่นประชด อันนี้ไม่เคยบอกใครเลยนะ แบบ เช็ดแม่ ไม่ผ่านซักที เหี้ย เล่นงี้แหละ เออ แล้วผ่าน เออ ที่ห้องซ้อมคณะเลย แล้วพี่อ๋องก็เล่นไป แง้ว แงววว

แล้วตอนแรกเป็นแบบไหน

เติ้ล: ภารตะ ๆ หน่อย ๆ

เบน: สายแบบ ยังไงวะ

เติ้ล: ติ้ว ติ่วว ติ้วว ติ่ว คือ Be With You มีวันนี้ได้เพราะว่า… ประชด (หัวเราะ) เนี่ยแหละ

Fat FEST ครั้งแรก

เติ้ล: The Last Fat Fest เป็นงานนอกคณะครั้งแรกเลย

แบงค์: ตอนนั้นเรายังเป็นคนดูอยู่เลย

เติ้ล: ตอนนั้นเป็นพี่เบนตีละ พี่เบนใส่เสื้อกล้ามสีดำ จำอย่างเดียวได้ว่า พี่พุฒิ ภูมิจิต ไม่มีสายสะพายกีตาร์ เลยให้สายสะพายไปยืม แต่เป็นสายสะพายกิ๊บสันลายฟ้าผ่า แกเอาไปสะพาย เอาฟ้าผ่าไปไว้ข้างใน เสียใจมากเลย (หัวเราะ) แต่ว่าก็ตื่นเต้น คือไม่รู้เลยว่าซาวด์เช็คคืออะไร รถติดมาก mentally breakdown อยู่ในเมืองทอง ตอนซาวด์เช็คล่วงหน้า 1 วัน คือเดินทาง 3 ชั่วโมง กว่าจะไปถึง จากศาลายา ประสาทจะแดก พอได้เล่นแล้วแบบ ตื่นเต้น แบบไม่รู้อะไรเลย แล้วก็ สนุก ขายแผ่นได้บ้าง แต่เหมือนเป็นงานเล่นข้างนอกครั้งแรกคือไม่มีความรู้อะไรเลย มันเป็นจุดเปลี่ยนของวงตรงที่ว่าแบบ เหมือนเป้าหมายสูงสุดมันควรจะเป็น Last Fat Fest ใช่ปะ คือมันควรจะเป็น Goal ใหญ่สุดอะ แต่เราดันเริ่มที่ Last Fat Fest แล้วแบบ เอ้า ไอ้เหี้ย แล้วต้องไปไงต่อวะ ก็นั่นแหละ แล้วก็มีที่อื่นต่อหลังจากได้เล่น The Last Fat Fest ก็โชคดี

ก่อนหน้านั้นเล่นงานแบบไหน

เติ้ล: เล่นงานคณะ เล่นไปเรื่อย เล่นใต้ตึก เล่นแบบไม่มี PA

อ๋อง: แต่ช่วง Last Fat Fest นี่ลุ้นนะ เพราะว่าเราส่งเดโม่

เติ้ล: คือมันต้องส่งเดโม่ไปแล้วเค้าจะประกาศผลแบบวิทยุแบบจริง ๆ

อ๋อง: แล้วคือเราลุ้นกันอะ

เติ้ล: เปิดวิทยุฟังกันอะ เหมือนลุ้นหวย แล้วมี Mattnimare ด้วย! (ขณะสัมภาษณ์ แอป Mattnimare ก็นั่งอยู่ด้วย)

แอป: พี่อ๋องอยู่ชั้น 3 ใช่มะ แล้วผมอยู่ชั้น 5 แล้วเวลาใครได้ก็กดลิฟต์ขึ้นลงหากัน (หัวเราะ)

อ๋อง: เฮกันทั้งหอ (หัวเราะ) ตอนนั้นอยู่สุคนธา

เติ้ล: พี่อ๋องอยู่หอเดียวกับไอ้แอป แต่พี่เบนกับแบงค์ อยู่บ้าน กูอยู่ The Room หอผีหลอก น้องชฎา ๆ

 

มีค่ายครั้งแรก

เติ้ล: Rats Records ครับ ส่งไปเพราะเค้าเปิดรับวงพอดี เห็น Part Time Musicians แล้วรู้สึกว่าแบบ ไอ้เชี่ยนี่วงไทยเหรอ แบบ เชี่ยแม่งขี้โกงมากเลย แล้วเราอยากรู้สึกว่าแบบ เราอยากขี้โกงอย่างนั้นบ้างอะ แล้วแบบ เชี่ยแม่งดีมากเลยอะ ก็เลยส่งไป แล้วเค้าหลอกเราไปออดิชั่น หลอกไปเล่นที่ร้าน House 20 ตรงลาดพร้าว ตอนนี้ปิดไปแล้ว เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ด้วย ไปเล่นครั้งแรก แล้วพอเล่นเสร็จ พี่ออฟ เจ้าของค่าย เค้าเดินมาคุยว่าแบบ เอาวงมึง หลังจากนั้นก็อยู่ Rats เป็นต้นมา แล้วทำเพลง

 

ออกอัลบั้มครั้งแรก

เติ้ล: กับที่ Rats Records อัลบั้ม Bangkok Blondie ปกแดง แปร๊ด ๆ ก็เปิดอัลบั้มที่ Play Yard เกินความคาดหมายนะ คนเยอะมาก แล้วก็สนุกแบบ คือทุกคนร้องเพลงเราได้

อ๋อง: คนเยอะมาก อบอุ่นมากลยวันนั้นอะ

เติ้ล: บางเพลงคือเราคิดว่าแบบ กูไม่คิดว่ามึงจะร้องได้อะ แล้วมึงร้องได้อะ คือมันเยอะขนาดที่ว่าแบบ เพื่อนสนิทมาอะ แล้วแบบ เพื่อนไม่มีบัตร ไม่บอกก่อน มาเซอร์ไพรส์หน้างาน แล้วเพื่อนโกรธ ไม่คุยกันอีกเลยอะ ถึงวันนี้มันยังไม่คุยกับกูเลยอะ (หัวเราะ) แต่ก็แบบแฮปปี้ คนดูเยอะแยะ แล้วก็ฟีดแบ็คดีครับ เป็นแรงบันดาลใจในการทำวงต่อครับ แล้วหลังจากนั้นก็ออกจาก Rats Records เลย (หัวเราะ)

เล่นปิดศิลปินต่างประเทศครั้งแรก

เติ้ล: Wild Beasts ที่สตูดิโอตรงเฮ้าส์ rca แอร์เย็นมาก แล้วกูไม่สบาย อม strepsils ที่ทำให้คอชาอะ (หัวเราะ) มันหลอนนะ แล้ว Wild Beasts มันคือวงแบบ อยู่ Domino Records อะ

แบงค์: แต่ก็ดีนะ คนดูเค้าก็เอาอยู่อะ ฟีดแบ็คก็มีทั้งคนไทย ฝรั่ง อะไรงี้แหละ แล้วเค้าก็ participate ดีมากเลยอะ

เติ้ล: คือจำได้ว่ามีคนอังกฤษคนนึงมาแบบ ‘you should go to England’ อะ เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ไปทำอะไร (หัวเราะ) ไปดูบอล? เหรอ ก็แบบ ฟีดแบ็ค ดี เป็นกำลังใจให้ทำวงต่อมา ให้ทำเพลงภาษาอังกฤษต่อ ครับ

 

mv แรก

เบน: mv แรกจริง ๆ ก็ต้องเป็น Be With You ปะ

เติ้ล: มีผู้กำกับ 4 คน จริง ๆ ! เยอะมาก เป็นพี่คนที่ทำให้ (ถามคนในวง) เราควรพูดมั้ยวะ เออ ไม่ดีกว่า คือมีแต่ตัวรุ่นใหญ่อะ บอกไม่ได้ว่าเป็นใคร แล้วแบบ ถ่ายวันเดียว ตื่นตี 4 นอนตี 4 ที่นอนตี 4 ไม่ใช่กลับดึกไม่ใช่อะไรนะ แดกเหล้าต่อ!

แบงค์: คือถึงบ้านตั้งแต่เที่ยงคืนละ (หัวเราะ)

เติ้ล: แต่มันไม่จบ เพราะทุกคนเป็น Avengers กัน! (หัวเราะ)  ทุกคนนอนบ้านพี่เบน กลับมาก็นอนบ้านพี่เบนต่อ (หัวเราะ)

เบน: เค้าใจดีมาก คือทำ mv ที่สนุก แล้วบันทึกการแบบ เป็นกอง mv จริงจังที่เราได้ไปร่วมครั้งแรก จริง ๆ จังๆ คือะไรที่มันเวิลด์มาก แล้วได้ร่วมงานกับรุ่นใหญ่ เราก็จะรู้ว่า เออ เชี่ยแม่ง คือเค้าทำกันแบบนี้นะ นี่คือ quality ที่ออกมาจากคนที่รุ่นใหญ่ เออ ซึ่ง ตอนแรกเราอาจจะไม่ได้สัมผัสมาก แต่พอผ่านไปเรื่อย ๆ อันนั้นคือแบบที่เราได้ร่วมมา คือ มาสเตอร์พีซเหมือนกันนะ ทั้งในทางภาพ หลาย ๆ อย่าง คือสนุก เป็นประสบการณ์ที่ดี

เติ้ล: มีหลายคนถามมว่าเป็น cg หรือเปล่า? แต่จริง ๆ ไม่ใช่ มันคือ เหมืองหินอะ ที่แบบ แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ที่มันฟ้า ๆ คือเราเข้าไปมันเป็นสีนั้นจริง ๆ เว้ย คือแม่งแทบไม่ได้ย้อมสีอะไรเลย คือเข้าไปแล้วโลเคชั่นแม่งเป็นอย่างนี้จริง ๆ แล้วแบบ เป็นวัณโณคกัน (หัวเราะ) แต่เท่มาก ร้อน แต่แม่งเวิลด์มาก ตรงสูง ๆ แล้วลมแม่งตีตลอดเวลา สุดยอด

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

มีอะไรอยากเล่าให้ฟังอีกไหม

เติ้ล: กูทุบกีตาร์ครั้งแรก ที่เห็ดสด

อ๋อง: ตอนไหนวะ

เติ้ล: เห็ดสด 1 คือปกติโยน แต่ไม่พัง แต่วันนั้นคือกีตาร์มันจะเจ๊งแล้วเว้ย ก็เลยทุบ คือทุกครั้งที่ทุบกีตาร์ ไม่ได้เตรียมมา เพราะทุกคนไม่มีใครรู้ กูเองก็ไม่รู้ว่ามันจะพังนึกออกปะ ถ้ากูหงุดหงิดกูจะทุบ ช็อตที่ประทับใจคือแบงค์เดินมาเช็ค ว่ากีตาร์เป็นอะไรหรือเปล่า แล้วเดินเหยียบ ๆ กีตาร์กูแล้วเดินไป (หัวเราะ)

อ๋อง: ครั้งแรกของวง ถ้าครั้งแรกของวงที่รู้สึกว่าตื่นเต้น เราว่าเป็น The Last Fat Fest เพราะว่าแม่มาดู แม่มาดูจริง ๆ แล้วยืนดู คือแม่ก็ไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้อยู่แล้วป่าววะ แล้วแบบ แม่ก็แบบ ดีค่ะลูกก ดีลูก นี่ก็แบบ โอเค้ แม่ (หัวเราะ) แต่ก็โอเค แม่ก็ได้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ นั่นแหละ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคุยกันว่า อ๋องเล่นดนตรีน้า แม่ต้องเข้าใจน้า

แบงค์: ยาก มันก็ไม่ได้พิเศษอะไรมาก เป็นความตื่นเต้นที่เราเล่นเวทีใหญ่ คือเรานึกถึงครั้งแรกที่เราเล่นกับ The Whitest Crow คือพี่เค้าเล่นกันมาก่อนแล้วแบบ พอพี่ฮัทออก เอาแบงค์เข้ามาเล่น คือ อีเหี้ย ตอนพี่เติ้ลโทรมากูยังใส่ชุดรด. อยู่เลย (หัวเราะ) ไอ้ห่า เพิ่งสอบเสร็จ เด็กกะโปกเล่นอะ แล้วมาอยู่เวทีจริง มีอัดเพลง มีอะไรแบบนี้ แม่งคือความกดดันที่แบบ เรายังจำความรู้สึกได้ แต่แม่งก็แบบ แม่งต้องเริ่มต้นวะ เราก็ยังนึกถึงวันนั้นอยู่ทุกครั้งที่เราเล่นดนตรี อะไรแบบนี้

เบน: ครั้งแรกที่ตื่นเต้นแบบสัส ๆ เลย คือเล่นเปิด Liam Gallagher เป็นครั้งแรกที่แดกเบียร์ไม่ลงก่อนเล่นอะ (หัวเราะ) เป็นครั้งแรกเจริง ๆ  คือเกร็งชิบหาย คือต้องยื่นเบียร์ให้ไอ้มีน (ตากล้องประจำวง) อะ คือแบบ “มีนกูกินไม่ไหวแล้วเว้ย คือมึงเอาไปเลย” เหลือเต็มแก้วอะ คือเราไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้เว้ย ปกติเราก็ตื่นเต้นจริงนะ แต่เราก็ยังสามารถแบบ กินเบียร์ ดก ๆๆ แต่อันนี้คือเป็นครั้งแรกที่แบบตอนอยู่หลังเวที พอเห็นคนดูแบบ เยดเข้ กูคืนเบียร์ให้มีน มีนมึงเอาเบียร์ไปเลยเว้ย กูแดกไม่ลงละ ไม่ไหวจริง แล้วตื่นเต้นชิบหาย แต่ความตื่นเต้นมันคือ ออกมาดีอะ ก็เลยแบบ เออ ดี

แล้วตอนนั้นได้เจอเลียมไหม

เติ้ล: เจอเค้าเดินอยู่ข้างบน มันไม่ซาวด์ มันไม่ลงมาซาวด์เช็คแล้วมันก็หงุดหงิดมอนิเตอร์ตัวเอง แต่ก็ เออไม่เจอ (หัวเราะ)

เบน: ก็คือว่า ไม่เจอ เออช่างแม่ง ไม่เป็นไร

เติ้ล: คือใจจริงอยากเจอแม่งหลังเวที แต่ตอนเล่นเค้ากันคนห้ามเข้าหลังเวที

เบน: แค่รู้สึกว่าเค้าได้ยินเพลงเราก็พอแล้วเว้ย

เติ้ล: แต่สิ่งที่ดีใจคือ เราเห็นพี่เสก ยืนดูเราในโซนที่นั่งดู แล้วก็ เราแฮปปี้พี่เสกสุดละ เลียมก็เลียม พี่เสกคือ rock n’ roll ตัวจริงแห่งวัชรพล

เบน: ผมขอโทษที่ผมไปพิมพ์อะไรในไลฟ์พี่นะครับ

เติ้ล: พี่เบนไปกวนตีนในไลฟ์พี่เสกมา พี่เบนรู้สึกผิด เลยไปซื้อเครื่องดื่มชูกำลังตราโลโซมา กิน ล้างบาป เหมือนศีลจุ่ม

แล้วถ้าได้นั่งคุยจะพูดอะไร

เติ้ล: เคยคุยกันว่าอยากโดนเลียมด่า แบบ ทำไมหัวมึงหยิกขนาดนี้! นึกออกปะ (หัวเราะ)

อ๋อง: แบบโดนด่า แบบ ‘fuck you’ เงี้ย โอเคแล้ว ตายตาหลับแล้ว

เติ้ล: คืออยากโดนด่าว่าแบบ ‘fuck you Asian’ อะไรเงี้ยคือแบบ แม่งแบบ ไม่อยากให้มันชม มันชมแล้วมันไม่จริงอะ เราอยากโดนมันด่า! อะ แบบ มึงเป็นเหี้ยอะไร! มาเล่นเปิดให้กู! นึกออกปะ แค่นี้รู้สึกสบายใจละ ไม่ว่าจะพูดหรือทวิตเตอร์ 2 อย่างThe Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureauทำวงกันตั้งแต่สมัยเรียน ตอนที่เรียนจบกันแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เติ้ล: ไม่เปลี่ยนเยอะ เพราะคนแม่งไล่จบทีละคน พี่อ๋องจบก่อน แล้วทุกคนยังอยู่ศาลายา พี่อ๋องก็ต้องกลับมาศาลายาเพื่อมาซ้อม แล้วพี่เบนจบ พี่เบนก็กลับมาศาลายา (หัวเราะ) แล้วกูจบ กูไม่ไปไหน กูไม่ทำงาน กูอยู่ที่เดิม ก็รอแบงค์จบ พอแบงค์จบก็ย้ายที่ซ้อม แล้วเราก็ไปเจอพี่ติ พี่นา ซึ่งเรื่องพี่ติพี่นาเนี่ย เราขอไม่พูดดีกว่า เพราะมันไซไฟ (หัวเราะ) คือถ้าใครเคยไปซ้อมห้องพี่ติพี่นา Music Group ที่ดินแดง จะรู้ว่าจริง ๆ พี่ติเนี่ย ไม่มีอยู่จริง (หัวเราะ) พี่นาคือพี่ติ เพราะว่า ติกับนาคือคำผวน เหมือนเรา สวีดัส สวัสดี Good Morning กิ่งมอร์นูด นึกออกปะ พี่ติ นา ติ นา เค้าเป็นโลกไซไฟไปแล้วอะ คำผวนอะ พอละ เหนื่อย (หัวเราะ)

พอแบงค์จบก็เลยเปลี่ยนที่ซ้อม เลยมาค้นพบห้องพี่ติ

เติ้ล: ก็เปลี่ยนเวลาซ้อม จากเมื่อก่อนกูอยู่ห้องซ้อมทั้งวัน ก็มีนัดเวลา จากเมือ่ก่อนมีเวลาซ้อมหลายวันในอาทิตย์นึง ก็ซ้อมน้อยลง แต่ว่า บรรยากาศก็ยังเหมือนเดิม เป็นการแฮงค์เอาท์ เราซ้อมเหมือนตอนเล่นจริงเลย เรากินเหล้า กินเบียร์ ก็มีล้มใส่ตู้แอมป์บ้าง ตอนซ้อม มีซ้อมไม่ไหวบ้าง ลืมคอร์ดบ้าง ก็มี แต่ตอนซ้อมเราไม่ใช่วงที่แบบ เชี่ยมึงต้องเล่นงี้ ๆๆ มันไม่ใช่ มันเป็นการซ้อมแบบ สนุกอะ เพราะตอนเล่นจริงก็เป็นเหมือนตอนซ้อม 

พูดถึงโปรเจค S.O.L.E. ทำไมถึงบ้าพลังขนาดนี้

เติ้ล: S.O.L.E. เหมือนว่าแบบ จริง ๆ มันเริ่มมาจากเพลงที่เราส่งเดโม่แล้วไม่ผ่าน แล้วเอามามาทำต่อ คือ The Whitest Crow แม่งคือความสบายใจอย่างหนึ่ง แต่เรารู้สึกว่าเราแบกความหวังคนอื่นไว้ S.O.L.E. ก็เป็นอีกแบบนึง ที่คือความสบายใจอีกแบบนึง เราให้ทุกคนมาผ่อนคลาย S.O.L.E. ก็เลยเป็นอะไรที่ทำอะไรก็ได้ ตอนนี้กูเป็น King กูบอกเลย

แพลนอัลบั้มต่อไปเมื่อไหร่

เติ้ล: ทุกอย่างปล่อยงานแคทหมดเลย ไม่รู้เสร็จไม่เสร็จ กูก็ต้องปั่นให้เสร็จอะไอ้เหี้ย (หัวเราะ) S.O.L.E. ทำอัลบั้มใหม่ชื่อ My Majesty The King

ช่วงนี้ติดวงอะไรกันบ้าง มีเพลงอะไรอยากมาแบ่งปันกันมั้ย

เบน: เชี่ย.. อายว่ะ ช่วงนี้ติด Post Malone (หัวเราะ) ชอบเฉย แล้วก็มี Pale Waves ที่ฟังบ่อยอยู่แล้ว เป็นติ่งอะ เค้าเป็นติ่ง Pale Waves พอละ ๆ

แบงค์: ติดหลายอย่างอะ ก็มี

เติ้ล: จส. 100 บ้าง (หัวเราะ)

แบงค์: met 107 ไรงี้ เอาจริงเราเตรียมไปดู Blossoms เราก็ฟัง Blossoms เยอะ แต่ว่า นักร้องมันผอมไป ไม่ใช่! (หัวเราะ) ฟีคแบ็คจากงาน The Killers มันยัง แบบ วนเวียนในหัว เลยฟัง The Killers เยอะเป็นพิเศษ

อ๋อง: ถ้าเอาวงที่น่าจะรู้จักกัน เราติด Wild Nothing อัลบั้มใหม่ Indigo 2018 บอกเลยว่า พริ้ว มากก

เติ้ล: ฟังแล้วหลับมั้ย

อ๋อง: หลับ ๆ ฟังแล้วหลับสบาย แต่มันเหมือนเป็นแบบ soundtrack of my life

เติ้ล: ยากเลยอะ เพราะเราฟังเพลงเยอะ แต่ช่วงนี้บ่อยสุดที่ฟัง เราพยามหาแบบ ไม่อยากฟังเพลงร็อก เพราะเราทำเพลงร็อกอยู่อะ ก็เลยฟังอะไรที่มันไม่ซ้ำ ฟัง Kendrick Lamar แล้วก็มี Die Antwood คือพยามฟังฮิปฮอป เพื่อเอา element ฮิปฮอป มาทำเป็นเพลงร็อกดู อะไรงี้

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

แรงบันดาลใจในการทำ artwork ของวง The Whitest Crow

เติ้ล: แล้วแต่เลย ชอบอะไรก็อยากทำอันนั้นอะ เอาจริง ๆ นะแม่งตามอารมณ์มาก ๆ เลยทุกอย่างแม่งตามอารมณ์หมดเลย คิดอย่างเดียวว่า แม่งดูดีกับวง แค่นั้นเลย คือถ้าทำให้เข้ากับเพลง เข้ากับวง ดูดี เป็น direction ใหม่ ไม่ค่อยเหมือนใคร อย่างนี้มากกว่า เราไม่อยากเหมือนวงดนตรีคนอื่นอะ เราไม่อยากไปเป็น identity เดิมอะ เออ มากกว่า พยามทำอะไรที่ไม่เหมือนวงอื่น แล้ววงอื่นไม่ค่อยทำกัน อยากจะไม่ซ้ำให้มากที่สุดแต่ศิลปะมันก็วนครบหมดแล้ว นึกออกปะ ก็ทำในสิ่งที่มันใหม่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

กว่าจะทำเพลงเสร็จแต่ละเพลงหมดเบียร์กันไปซักกี่กระป๋อง

เติ้ล: (หัวเราะ) เปลี่ยนแล้ว พี่ไม่กินเบียร์แล้ว นับเป็นแบน เมื่อก่อนเบียร์ยังนับได้ เพราะตอนทำ Crossplay 2 กับฟังใจ กูนับเบียร์ได้ 100 กว่ากระป๋อง ตอนนี้กูนับเป็นแบน กูนับมิกเซอร์ กูมิกซ์กับคาราบาวแคนวันละ 6 กระป๋อง กูกินเงี้ยเรื่อย ๆ (มีเสียงมอไซค์ดัง) ตอนนี้กูติด Sons of Anarchy เพิ่งดูถึงซีซั่น 2 บิดมอไซค์เหมือนกัน (กลับมาเรื่องเดิม) แต่ก็เอาจริง ๆ แม่งยากว่ะ ตอนนี้พยามทำเพลงในช่วงที่มีสติอยู่ แบบไม่กินเหล้า ตอนกินเหล้าคือ process ตอนอัด ตอนคิดคือคิดไปช่วงระหว่างวันเลย อะ ถ้า แสงโสมได้ยินก็ขอสปอนเซอร์ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ (หัวเราะ) แสงโสม คาราบาวแคน รีเจนซี่ แล้วก็น้ำแข็งไอซ์ในเซเว่นที่เค้าบอกว่าใส่เหล้าแล้วเย็นกว่าเดิม นั้นแหละครับผม

อ๋อง: ขอโซดายี่ห้อร็อกเมาน์เท่นด้วยครับ

เติ้ล: เอ้ออ เครือเดียวกันแสงโสม

อ๋อง: ซ่ากว่าสิงห์อีก

เบน: กะฆ่าเค้าเลยนะเนี่ย (หัวเราะ)

เหตุผลที่ไม่นำเพลงลง streaming ก่อนหน้านี้

เติ้ล: จริง ๆ มันติดเรื่องลิขสิทธิ์กับเรื่องไม่ได้ลงมากกว่า มันเป็นเรื่องหลังบ้าน เรื่องปัญหาเรื่องระบบต่าง ๆ นา ๆ เราไม่ค่อยมีโอกาสพูด แต่ว่าจริง ๆ ลึก ๆ เราอยาก serve คนที่ซื้อแผ่น ระดับนึง คือมึงซื้อแผ่น มึงควรได้ฟังคนแรก มันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มันคราฟต์มากกว่า เพราะว่า แผ่นอัลบั้มเราแต่ละอันนะ มันแบบ มันทำไม่เหมือนกัน อย่าง Bangkok Blondie สีแดงนั้นคือ สีแดงพิเศษนะ ไม่สีแดงที่โรงพิมพ์มีนะ มันเป็นสีพิเศษที่ผสมขึ้นมา แล้วทองก็เป็นทองคำเปลวจริง ๆ นะ Siam Psyche ไม่ใช่การพิมพ์ แต่เป็น silk screen นะ คือทุกอย่างเป็นงานคราฟต์หมดเลยเว้ย แต่คนน่ะ คนเราบางทีมันไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เราเอง เรารู้ว่าเค้าได้สิ่งที่ตั้งใจทำ ก็เลยพยามให้สิ่งที่เป็น physical มาก ๆ อยากให้คนที่ซื้อซีดีได้อะไรที่มากกว่าด้วย

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

ทำไม I.C.S.T.O.Y. ถึงต้องเป็นตัวย่อ

เติ้ล: มันเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นเราอินสารคดีของ VICE รู้สึกว่าแบบ คือมันมียาหลายประเภศมาก คือยาเมืองนอกมันจะเป็นชื่อยาแบบ LSD คือถ้าเราติด LSD มันคือติดยาเสพติดประเภทนึงใช่ปะ I Can’t Stop Thinking Of You คือ I.C.S.T.O.Y. คือเราคิดคน ๆ นึง หรืออะไรอย่างนึง เราไม่สามารถแก้หรือเลิกกับมันได้ เราเลยรู้สึกว่าแบบ ไอ้เหี้ยคนนั้นแม่งเป็นเหมือนยาหรือเหมือนอะไรประเภทนึ่ง เราเลยพยามทำให้มันดูเป็นยา เลยเป็นชื่อเพลงนี้ จริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนหรอก มันเป็นโมเมนต์ แบบ เชี่ย กูชอบอยู่กันเพื่อนว่ะ แต่วันนึงกูไม่ได้อยู่กับเพื่อนเงี้ย หรือว่า กูได้อยู่กับครอบครัว แบบ ที่บ้านชอบทำหมูทอดกระเทียมให้กินแล้ววันนึงไม่ได้กินเงี้ย เราใช้ชีวิตอยู่ในลูปที่แบบ เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนสิ่งที่เราคุ้นเคย มันก็ทำให้เราคิดถึงตลอดเวลา มันก็เหมือนยาเสพติดประเภทนึง ที่เราแบบ เสพติดเหมือนการกินกาแฟตอนเช้า หรือเราเสพติดบอกพ่อแม่ว่าแบบ เราไปแล้วนะเจอกันตอนเย็นนะ นั่นก็เหมือนกัน

ตอนทำ Crossplay 2 ทำไมเพลงถึงออกมาเป็นเวอร์ชั่นซิ่ง ๆ แบบนี้

เติ้ล: กูทำเวอร์ชั่นแรกแล้วแม่งบอกเหมือน S.O.L.E. กัน (หัวเราะ) แล้วกูก็รู้สึกสำนึกผิดว่ามันเหมือน S.O.L.E. ก็เลยทำเวอร์ชั่นปัจจุบัน คือมันก็ดูสะใจดี มันเป็น The Whitest Crow อะ เรารู้สึกว่า เรารู้ว่าวงควรเป็นยังไง ถึงแม้ว่าตอนแรกเราจะหลงทางบ้าง แต่เพราะว่ามันใช้เวลา กว่าเราจะกลับมาทำเพลงนั้นได้เราใช้เวลาล้างหูประมาณ 2 สามเดือน แต่ผลลัพธ์ออกมาก็น่าพอใจครับ แต่ว่าเล่นจริงไม่ได้ (หัวเราะ)

แล้วตอนที่ได้ฟังเพลง Be With You เวอร์ชั่น เป้-อารักษ์ ครั้งแรกรู้สึกอย่างไร

แบงค์: จิบเหล้าอะ จิบเหล้าอร่อย อร่อยเหี้ย ๆ คือแม่ง.โคตร classy มาก ๆ

เติ้ล: ปกติเราพยามจะ rearrange เพลงตัวเองเว้ย แต่เราไม่สามารถทำได้เลย จนพอเจอพี่เป้ทำแล้ว เฮ้ย ทำไมเราคิดไม่วะ ยอมรับ รักคนนี้มาก คุณอารักษ์ ครับผม

ตอนที่ได้ฟังสด ๆ ในงาน

เติ้ล: เฮ้ยยย ‘Just a little more… (เสียงพี่เป้)’

แบงค์: คือเหมือนเรารอพี่เป้เล่นเพลงครอสเพลย์ แม่งเป็นเพลงเปิดที่เยดเข้ ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน

เติ้ล: คือในมุมคนดูอะ เรารู้สึกว่าคนดูแม่งเอาเพลง Be With You ให้พี่เป้มากกว่าเว้ย มันรู้สึกเซอร์ไพรส์ ถ้าเราเป็นคนดูเรายังรู้สึกเชี่ยย ไอ้เชี่ยย แล้วไอ้เมฆ Machina เป็นคน mix&mastering เลยจะมีเป็นซาวด์ที่แบบ เฮ้ยยย ขึ้นมา

โชว์ของ The Whitest Crow ในวันนั้น

อ๋อง: กูสนุกเสร็จแล้วก็เมาเลย

เบน: วันนั้นรู้สึกเหมือนได้ยกเวทอีกรอบนึง

เติ้ล: เค้าเรียกว่าเสลี่ยง

เบน: แบกหาม ๆ กรรมกร

อ๋อง: เรียกว่า เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

แบงค์: ตายห่าอยู่หลังเวที (หัวเราะ)

เบน: แบงค์หลับใส่กูเลย (หัวเราะ)

เติ้ล: คือเบียร์หลังเวที ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมหมดเร็ว เพิ่งรู้ว่า อ๋อ เป็นเพราะวงตัวเอง (หัวเราะ) ขอบคุณช้าง ที่ทำให้เรามีวันนี้ครับผม หมดเพราะไอ้แบงค์นี่แหละ! (หัวเราะ)

ก่อนจะเป็น “ฉันออกไปเต้น” ได้เลือกเพลงไหนมั้ยสำหรับ Crossplay 2

เติ้ล: ไม่นะ รู้สึกว่าเพลงนี้แหละ

อ๋อง: เราฟังออริจินอลแล้ว…

เติ้ล: เราชอบโบนัสเต้นใน mv

อ๋อง: เออใช่โบนัสถ่าย mv (หัวเราะ)

เติ้ล: แค่นั้นเลย (หัวเราะ) ตอนแรกเรารู้สึกว่ามันคล้าย Give Up On Love มันมีอารมณ์เดียวกัน เราสามารถ interpret อารมณ์ออกมาได้ ด้วยมุมที่เราเข้าใจ

ก่อนที่จะเป็น รู้ก็เหมือนไม่รู้ วงเคยพยามแต่งเนื้อเพลงไทยไหม

เติ้ล: มีเพลงแรกเพลงไทยชื่อกาวมนุษย์ เสิร์ชยูทูปได้ มีชื่อ กาวมนุษย์ The Whitest Crow ลงแชนแนลเพื่อนกู กูจะให้ลบ ลบไม่ได้ แม่งลืมพาสเวิร์ด (หัวเราะ) ไอ้สัส กูพูดเลย (หัวเราะ) กาวมนุษย์มันเป็น core เดียวกัน The Whitest Crow อะไรที่มันเป็นปรัชญามาก ๆ พยามทำอะไรที่เราชอบ คืออินโทรเป็นเสียงจูนสายอะ กุ่งกุ่งกิ๊ว กุ่งกุ่งกิ๊ว ก็ชอบนะ ยังชอบอยู่ เราเคยพยามจะ rearrange ละ ละมันไม่เวิร์ก

หลังจากปล่อย รู้ก็เหมือนไม่รู้ มีแฟนเพลงมาเพิ่มบ้างไหม

แบงค์: มันก็ได้อีกกลุ่มเนอะ ความแตกต่างมันคือเรื่องของ ภาษา อันนี้ชัดเจนที่สุด มีทั้งคอมเมนต์ที่มาจากแฟนคลับกลุ่มเดิม ๆ เค้าก็แฮปปี้ แต่กลุ่มใหม่ก็มี มีบ้างที่แบบ ‘กลับไปร้องอังกฤษเถอะครับ’

เติ้ล: แล้วก็มีกลุ่มคนเศร้า ที่แบบมาเม้นในเพลง แม้เธอไม่อยู่ ว่าแบบ โห ดิ่งมากเลยครับ แล้วก็รู้สึกว่าแบบ เราเข้าถึง มันก็มีแฟนเพลงใหม่มา

มีคอมเมนต์ที่ประทับใจไหม

แอป Mattnimare: ชอบที่คนมองไม่เห็นว่าปก แม้เธอไม่อยู่ เราพยามทำให้มันเป็นทะเล คือไปมองว่ามันเป็นรูป abstract อะ (หัวเราะ)

เติ้ล: มึงมองเห็นเป็นทะเลเหรอ

แอป: ก็มันเป็นรูปทะเลไง!! แต่คนมันมองไม่เห็นไง คนไม่เข้าใจไง คือพวกเราพยามแล้ว มันคือรูปทะเลที่พัดไปทางซ้าย คนมองเป็นรูปเลือดงี้ แม้เธอไม่อยู่

เติ้ล: บอกเลยว่าศาลายาไม่ทิ้งกันจริง ๆ (หัวเราะ) คือมันเป็นทะเลจริง ๆ คนส่วนมากจะเห็นเป็น abstract ฟุ้งไปฟุ้งมา

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ไม่เป็นไร

เติ้ล: จริง ๆ เราทำเพลงอื่น ไม่เป็นไรเป็นผลลัพธ์ทีหลัง คือเราพยามทำเพลงอื่น แล้วไม่สำเร็จ ก็รู้สึกว่า ไอ้เชี่ยแม่งไม่ได้ซักทีวะ ก็รู้สึกว่าพูดกับตัวเองว่า ไม่เป็นไรเว้ย เอาใหม่ คือให้กำลังใจตัวเอง เราพยามทำเพลงรักเพลงอกหักมาตลอด เพลงนู่นเพลงนี่ วันนึงเรารู้สึกว่าแบบ เราโตแล้วอะ เราควรพูดเรื่องอื่นที่เราควรจะพูดได้แล้ว คนสามารถเข้าใจได้ในฐานะที่เราพูดตอนนี้อยู่อะ เราก็เลยคิดว่า ทำเพลงให้กำลังใจตัวเองมั้ย โอเค ไม่เป็นไร ทำใหม่ คือสิ่งที่ดีที่สุดคือการให้กำลังใจตัวเองใช่ปะ พอเราให้กำลังใจตัวเองเสร็จเราก็มีพลังมากพอจะไปให้กำลังใจคนอื่น แล้วก็ให้กำลังใจคนอื่นต่อไป เรารู้สึกว่าแบบ มันถึงเวลาแล้วที่เราไม่ต้องพูดว่าแบบ เอ้ย มึงอกหักนะ มึงจมน้ำ เชี่ย หายใจไม่ออกต้องขึ้นมาตะเกียกตะกาย แต่ว่า มึงไม่เป็นไรป่าววะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แบบวันนี้ “โหกูเฟลสัสว่ะ” ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ไม่ว่ามึงจะสั่งผัดกะเพราแล้วร้านนั้นทำไม่อร่อย เพราะว่าแม่งลืมใส่ผงชูรส หรือว่าแม่งลืมใส่น้ำมันหอยที่อร่อย แต่มันไม่เป็นไร คนเราแม่งพลาดครั้งนึงแล้ว พวกเนี่ยแม่งมีโอกาสที่แบบ มึงจะมาทำเหี้ยอะไรใหม่ก็ได้ คือถ้าทำอะไรผิดพลาดถ้ามึงไม่ตาย มึงก็เริ่มใหม่ได้เรื่อย ๆ เว้ย

ตอนที่แต่งคิดไหมว่าจะเป็นเพลงที่สร้างพลังให้กับคนอื่น ๆ ได้ขนาดนี้

เติ้ล: จริง ๆ เหมือนว่ามึงสบายใจอย่างแรกอะ ถ้าตัวเองสบายใจอย่างแรก ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของทุกอย่าง ถ้ามึงทำร้านอาหาร ถ้ามึงรู้สึกว่าไม่อร่อยมึงก็ไม่ปล่อยให้คนอื่นกินหรอก นึกออกปะ เพลงนี้กูทำแล้วกูรู้สึกสบายใจ อย่างแรก แต่ว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่กูทำแค่ตอนเช้า ถ้ากูตื่นมาแล้วกูนึกถึงอะไรได้ กูจะนึกถึงสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก ทำไปเรื่อย ๆ แล้วถ้าเวลาอื่นกูจะไม่ทำ เพราะรู้สึกว่า มันไม่เฟรช เพราะทั้งวันกูผ่านเรื่องอื่นมาหมดละ กูแค่รู้สึกว่า กูทำเพลงนี้เพื่อรู้สึกว่า กูต้องใช้ชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ เอออ แล้วกูอยากให้ทุกคนคิดอย่างนี้เหมือนกัน ชีวิตต้องอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็เลยเป็นเพลง ไม่เป็นไร จริง ๆ ท่อน ๆ แรกมันคือ ‘ไม่เป็นไรเริ่มใหม่’ ใช่ปะ แต่ท่อนที่สองที่เราได้มา คือท่อน ‘เมื่อแดดยามเช้าเริ่มใหม่’ เพราะทุกวันตื่นเช้ามากูออกไปที่ระเบียงดูดบุหรี่ แล้วห้องกูตอนเช้ามันโดนแดดพอดี ก็คือ เมื่อแดดยามเช้าเริ่มใหม่ กูมาทบทวนชีวิตว่าจะทำอะไร ชีวิตกูเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้วผ่านอะไรมาบ้าง วัน ๆ นึงที่เราออกจากบ้าน

ห้าสิบ/Fifty

เติ้ล: คือตอนแรก จะเป็น ห้าสิบ/Fifty เป็นอัลบั้มเต็ม แล้วคือตัวผมเอง ผมรู้สึกว่า ไอ้เหี้ย The 1975 สามารถเปลี่ยนคอนเซปต์อัลบั้มตัวเองได้ ก็เลยโละคอนเซปต์อัลบั้มตัวเองทิ้ง เปลี่ยนเป็นอัลบั้มใหม่ ก็เลยคิดว่า ตอนแรก ห้าสิบ/Fifty จะเป็นไทยครึ่งอังกฤษครึ่งนึง แล้วเรารู้สึกว่า เพลงไทยไม่เหมาะกับเราจริง ๆ ไม่เหมาะมาก ๆ เรารู้สึกว่าเราทำเพลงอังกฤษโอเคแล้ว เราสนุกอยู่ในสนามนี้มากกว่า ห้าสิบ/Fifty ก็เลยจบแค่ว่ามีเพลง รู้ก็เหมือนไม่รู้ กับ แม้เธอไม่อยู่ 2 เพลง แต่จริง ๆ แล้วไอเดียของ ห้าสิบ/Fifty ก็เหมือนครึ่งนึง/ครึ่งนึง มันคือ Fifty/Fifty เหมือนใน Breaking Bad อะ ที่เค้าแบ่งส่วนแบ่งของเงิน “Ok, it’s Fifty/Fifty” มันเริ่มมาจากตรงนั้น ทุกอย่างคือครึ่งนึง คือเราพยามจะหาอะใหม่ ๆ มาผสมกันว่าแบบ ไอ้เหี้ยนี่ครึ่งนึง อันนี้ครึ่งนึง มันก็เหมือน MK แหละ ผักครึ่งนึง อย่างอื่นครึ่งนึง นึกออกปะ ห้าสิบ/Fifty ก็คงจบที่ 2 เพลงนั้น แล้วมี ไม่เป็นไร เป็น transition ระหว่าง ห้าสิบ/Fifty กับอัลบั้มที่เราจะปล่อยสิ้นปี ชื่อ Feather Bureau

เราจะได้เห็นอะไรในอัลบั้มใหม่บ้าง

เติ้ล: จริง ๆ Feather Bureau มันเหมือนว่าแบบ คนเราใช้ชีวิตอยู่ในห้องทดลอง คนเราต้องเจอสิ่งนู้นสิ่งนี้ สิ่งนู้นสิ่งนี้ เหมือนไม่เป็นไร มันเป็นวงล้อสี ใช่มั้ย คือมันมีคำพูดว่า คนเราเกิดมาเป็นผ้าขาว แล้วเราโดนแต้มสีไปแต้มสีมา แต่ว่าจริง ๆ ความลับของ color wheel อะ คือเมื่อ color wheel ปั่นในความเร็วที่พอเหมาะ มันจะกลายเป็นสีขาวเหมือนเดิมเว้ย คือมันเลยเป็นเพลง ไม่เป็นไร ว่าแบบ มึงจะผ่านอะไรมา มึงกลับไปเป็นสีขาวได้เหมือนเดิมเว้ย มึงไม่เป็นสีขาวตลอดเวลา แต่มึงต้องหาวิธีว่ายังไงมึงถึงจะกลับเป็นสีขาว Feather Bureau คือห้องทดลอง ระหว่าง วิทยาศาสตร์กับความเชื่อ มันก็เหมือนมนุษย์เราเกิดมาบนโลกแล้วมีศาสนา กับเรามีนักวิทยาศาสตร์มากมาย Feather Bureau จะเป็นการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกลัว ความรัก ความโลภ ความหลง ทุกอย่างจะพูดตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ของทุกคนมากกว่า อย่างพี่ตูน (Bodyslam) แก่ระดับนึงแล้วที่จะพูดว่า ชีวิตยังคงสวยงาม ได้ แต่เราจะพูดในเรื่องชีวิตที่แบบเป็นเราที่อายุเท่านี้ พูดกันว่า โอเค ชีวิตมันเป็นแบบนี้เว้ย แม่งแบบ ปาร์ตี้บ้าง ทำนู่นทำนี่บ้าง มีผิดหวังบ้าง นู่นนี่มั่ง แต่ว่า เราไม่ได้แก่พอที่จะสอนว่า คนเราต้องใช้ชีวิตยังไง แต่เรา มีอายุระดับนึงที่จะพูดว่า เราเคยผ่านสิ่งนี้มามากกว่า แต่ทุกอย่างมันก็คือการทดลองเหมือนเดิม

ในอัลบั้มจะมีเพลงจาก EP. ด้วยไหม

เติ้ล: คิดว่าไม่น่ามีนะ ถ้ามีก็คงเป็น bonus track ก็คงมีเพลงที่เล่นวันนี้ล่าสุด The Last Little Piece (หันไปถามวง) สรุปชื่อเพลงอะไรนะ? (หัวเราะ)

อ๋อง: ยังไม่ได้ตั้งเลย

(ขณะสัมภาษณ์ เราก็โดนน้องปีเตอร์ หรือแมลงสาบ บินมาตกลงหัว)

อัลบั้มจะออกงานแคทไหม หรือว่าหลังจากนั้น

อ๋อง: ถ้าทันก็คงงานแคทนะ

(มีเสียงกรี๊ดแทรกเป็นระยะ)

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

ฝากถึงน้อง ๆ ชาวศาลายา ที่ยังไม่กล้าออกมาทำผลงานเพลงของตัวเอง

เบน: เอาจริงนะ กูว่าเด็กศาลายาแม่งไม่ต้องฝากอะไรเลยว่ะ คือทุกอย่างมันมาแล้วอะ

เติ้ล: กูรู้สึกว่าศาลายาแม่งมีวิถีของตัวเอง ศาลายาก็ศาลายา ไม่ว่าจะเป็นยุคเก่า ยุคใหม่ มันจะมีอะไรที่เหมือนเดิมยังทิ้งอยู่

เบน: มันจะเหมือน ต่อให้ฟัง หรือไปเจอ ก็จะรู้สึกได้ว่า มันมีความแบบ ไอ้เหี้ยแม่งเด็กศาลายา หรือว่าแบบเด็กดุริยางค์

เติ้ล: แต่แม่งแฮปปี้ตลอด เวลาเจอวงศาลายามาใหม่เงี้ย เราพร้อมจะสนับสนุนเลยนะเว้ยว่าแบบ เชี่ยมึงแม่งศาลายาว่ะ เรารู้สึกว่าแม่งแบบ เป็นอะไรที่แม่งแบบ

เบน: เหมือนหลัง ๆ เราแบบ แทบไม่ต้องสนับสนุนเลย

เติ้ล: คือไม่ว่าเด็กศาลายาอยู่ค่ายเพลงไหนหรือทำเพลงยังไงอะ เรารู้สึกว่าทุกคนแม่งเป็นศาลายาเหมือนเดิมอยู่ดีเว้ย  เราพร้อมที่จะสนับสนุน คือเราสนับสนุนด้วยความจริงใจเว้ย ตัวเราเองนะ คือถ้าวงไหนทำเพลงยังไม่ถูกจริตเรา เราก็ไม่แชร์ เราไม่ใช่คนที่สปอยล์คน ถ้าคนไหนถึงมาตรฐานที่เรารู้สึกว่า เหี้ย เหี้ยนี่แหละ แม่งใช่เว้ย เราก็แบบสนับสนุนตลอด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นตลอดเว้ย ทุกคนแม่งถึงมาตรฐานที่เราต้องการ

The Whitest Crow, Salaya, Bangkok Blondie, Siam Psyche, ห้าสิบ/fifty, Feather Bureau

ฝากผลงาน

เบน: Feather Bureau นี่แหละ

เติ้ล: ถ้าทันก็งานแคท แล้วก็ พวกเรายังไม่ตาย ทำเพลงไปเรื่อย ๆ เราเหมือนวงดนตรีหน้าใหม่ที่ทำเพลงตลอดเวลา

(รอบข้างกำลังหนีแมลงสาบ)

เติ้ล: ฝากด้วยนะคร้บ โต๊ะแดงเจ๊งไปแล้ว จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยนะครับว่า โต๊ะแดงจริง ๆ แล้วชื่อร้านชื่ออะไรนะครับผม แค่นี้ครับ สวัสดีคร้าบบบบ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล
ภาพ: อัคร ศรีปัญญาสกุล (@3005sr)
สถานที่: Space Oddity
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง