1 ปีที่แล้ว มีวงร็อกวงหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากวงการร็อกใต้ดิน ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งวงการเพลงไทยด้วยเนื้อหาและดนตรีอันรุนแรงที่เราไม่ได้ยินในวงการเพลงไทยมานาน ชื่อของพวกเขาคือ Bomb at Track วงร็อกรุ่นพี่จากศาลายา ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วตลอด 1 ปี ไวกว่าที่ใครจะคาดคิด

1 ปีที่แล้วในตอนที่เราเริ่มทำ The Salaya Sound เราได้โอกาสสัมภาษณ์พวกเขาก่อนที่วงจะเข้าไปอยู่กับ Wayfer Records และพวกเขายังเป็นศิลปินแรกที่เราสัมภาษณ์ ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจให้เราทำสื่อนี้ต่อ จนเราได้เริ่มทำเพจ ทำเว็บไซต์ และมาถึงวันนี้ที่ผู้อ่านทุกท่านได้นั่งอ่านบทความของเรา เรามักจะแอบคิดเล็ก ๆ ว่า เรากับ Bomb at Track โตมาด้วยกัน วันนี้เราขอพาทุกท่านมานั่งคุยกับรุ่นพี่ของเราอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ห้องซ้อมย่านศาลายาอีกแล้ว แต่เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ออฟฟิศของ Wayfer Records ที่สังกัด Warner Music Thailand ย่านพระราม 9 กลางเมืองกรุงเทพ บทสนทนากว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่งพาเรากลับไปอยู่ที่ศาลายาอีกครั้ง ถึงแม้จะมีหลาย ๆ มุมที่รู้สึกได้ว่าพี่ ๆ โตขึ้นในฐานะศิลปิน ในฐานะกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นวงดนตรีวงเดิมที่พวกเรารู้จักและทำให้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ชมสด ๆ รวมถึงเป็นรุ่นพี่ที่น่ารักและเฮฮาเสมอมา

The Salaya Sound ภูมิใจเสนอบทสัมภาษณ์ตอนที่ 11 พบกับวง Bomb at Track

Bomb at Track Furious guys

Bomb at Track is (still the same):

วงศกร เตมายัง (เต้): ร้องนำ
ภควรรษ ประเสริฐศักดิ์ (เมษ): กีตาร์
ปราชญานนท์ ยุงกลาง (ปุ้ย): กีตาร์
ศาสตร์ พรมุณีสุนทร (ข้น): เบส
สิรภพ เลิศชวลิต (นิล): กลอง

อัพเดตคร่าว ๆ 1 ปี เกิดอะไรขึ้นกับ Bomb at Track บ้าง

เมษ: มีอีพีอัลบั้ม มีโอกาสได้ไปทัวร์ต่างประเทศหลายประเทศ ทุกอย่างมันเร็วมา ได้ไปประกวดที่ฮ่องกงแล้วได้รางวัล

นิล: ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ไปต่างประเทศถึงสามประเทศทั้ง ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง แล้วก็มีเพลงในอัลบั้มใหม่ปล่อยแล้ว ชื่อ ฉวย

เต้: สิ่งที่พีคที่สุดคือชนะมา ไม่เคยคิดว่าจะได้ ปล่อย mv กับ Wayfer Records 2 ตัว คือ  สันติภาพ กับ ฉวย

ปุ้ย: ได้ไปเล่นเฟสติวัลใหญ่ ๆ  Cat Expo สองรอบ งาน Big Mountain เวที Black Stage

 

มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมหลังจากได้มาทำงานกับ Wayfer Records

เต้: หลาย ๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้น มีหลายหัวช่วยกันคิด ไม่ได้คิดกันห้าคนแล้ว มีเพิ่มขึ้นมาช่วยตัดสินใจ แนะนำแนวทางอะไรหลา ยๆ อย่าง ให้วงดูโตขึ้นมากกว่าการทำแค่ห้าคน การเป็นแบบศิลปินหน้าใหม่ เหมือนให้ขึ้นมาจากใต้ดิน มาอยู่ค่ายคนก็เรียกว่าวงใต้ดินไม่เต็มปากเพราะเราก็ไปโผล่นู่นโผล่นี่ แถมมีค่ายเพลง

ข้น: แต่สุดท้ายการมาอยู่ค่ายเราก็เป็นคนตัดสินใจอยู่ดี ว่าเราต้องกาอระไร อะไรที่เป็นตัวเรา

เมษ: เค้ายังให้อิสระในการทำเพลง ทุกอย่างเหมือนตอนเราทำกันเอง

Bomb at Track black and white nil khonได้มีโอกาสไปเล่นที่ต่างประเทศ กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ได้อะไรใหม่ ๆ บ้างไหม

ข้น: ไต้หวันเป็นประเทศที่เราไปทัวร์หลายจุด มันไม่ใช่แค่ไปเล่นดนตรี แต่มันคือไปอยู่ด้วยกันประมาณเกือบเดือน ได้พัฒนาฝีมือ เพราะมันมีอะไรที่เราไม่เคยเจออย่างเช่นไปเล่นแบบไม่มีคนดูเลยหรือมีน้อยมาก ๆ ที่คลับใต้ดิน เราก็เลยต้องสนุกกับมันได้โดยที่ไม่มีคนดู แล้วเราก็ไม่เฟลด้วย รวมถึงก็ได้ไปเล่นเฟสติวัลของไต้หวัน คนเยอะ เวทีใหญ่ขึ้น มีกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นชาวเมทัล ก็ได้ดูเรื่องโชว์ ท่อนไหนควรจะเป็นยังไง การแสดงแบบไหนที่ทำให้คนสามารถสนุกได้  จังหวะ สคริปต์เพลงอะไรแบบนี้ เราได้อะไรเยอะมาก สิ่งที่ได้เต็ม ๆ คือเราไปอยู่ร่วมกันทั้งวงกับเพื่อนที่เป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ พออยู่ร่วมกันหลาย ๆ วันก็ได้ไปทำเพลงที่นู่น ใช้ชีวิตด้วยกัน ค่อนข้างจริงจังระดับนึง ได้คุยเรื่องทำอะไรต่อ เพลง ฉวย ก็ทำที่ไต้หวัน

เมษ: ไปไต้หวันคือมันหลากหลายมาก เราเล่นห้าหกงาน สี่เมือง ตอนแรกห้างาน มีเพิ่มมา แต่ละมีทั้งงานเล็กใหญ่ คนน้อย คนเยอะ คนกลุ่มเรา คนไม่ใช่กลุ่มเรา แล้วยิ่งเป็นชาวต่างชาติ เราต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไง งัดให้เอาคนอยู่ให้ได้ แล้วก็มีเพลงในอัลบั้มที่เกิดจากไต้หวัน ได้ประสบการณ์เยอะมาก

เต้: ส่วนใหญ่คือไปเจอคนไต้หวันจริง ๆ เลย ไม่ได้เจอคนไทย

ข้น: ต่อด้วยเกาหลี ที่ Busan Rock Festival เป็นงานที่ป๋าเต็ดชวนไป ก็เป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเล่น

Bomb at Track: ใหญ่ ใหญ่มาก

ปุ้ย: ถ้าไม่ได้ไปไต้หวันมาก่อนคงช็อก คงเละอยู่

ข้น: ยิ่งเวทีใหญ่ยิ่งเจอความผิดพลาดเยอะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องการทำงานอะไรแบบนี้ ในทีม เรื่องเพลง เรื่องโชว์ คือพอเล่นเวทีเล็กเราก็จะรู้สึกถึงความผิดพลาดระดับนึง แต่พอมันเปลี่ยนสถานที่เล่นเราก็ทำโชว์ใหม่ด้วย ปรับสคริปต์  คือมันมีข้อแตกต่างระหว่างเล็กกับใหญ่ มีข้อจำกัดต่างกัน เราก็ได้เรียนรู้ว่าทำยังไงให้เล่นเวทีใหญ่ได้สมบูรณ์เท่ากับเล่นที่อื่น เรื่องความแตกต่างทางภาษา คือต้องพูดภาษาอังกฤษล้วน แล้วยิ่งเนื้อเพลงไทยเค้ายิ่งไม่รู้เรื่อง แต่ยังมีจังหวะดนตรีที่เค้าตามได้ โยกได้

นิล: เกาหลีเป็นครั้งแรกที่เราเจอแฟนคลับที่ต่างประเทศ เค้าถือธงชาติไทยมา ใส่เสื้อวง น่าแปลกใจมาก ๆ  เพราะไม่เคยเจอ

เมษ: ต่อด้วยฮ่องกง ฮ่องกงไปเพื่อประกวด

เต้: คือคุยกันไว้กับคนฮ่องกงที่เจอกันที่ไต้หวันตั้งแต่ไปเล่น แต่คุยแค่เกริ่น ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็ได้ไป ได้ไปแข่ง ก่อนไปก็ซ้อมหนักเอาการอยู่

เมษ: มีบทเรียนจากเกาหลีมาเยอะ คือตอนเกาหลีมันมีข้อผิดพลาดที่เราก็ได้เอามาปรับใช้ทั้งตัววงและทีมงาน งานต่อไปเราต้องแก้ตรงนั้นไม่ให้มีข้อผิดพลาด ก็เลยซ้อมแบบจริงจัง ทั้งทีมงาน ทั้งวง วันแรกก็ได้ไปประกวด แต่เล่นแค่เพลงเดียว

เต้: ได้เล่นเมดเลย์ สันติภาพกับฆาตกร เล่นสั้น ๆ 7 นาที รวมเซ็ตห้ามเกิน 10 นาที ประกวดกับเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ไต้หวัน แล้วก็อีกหลายชาติ

เมษ: ตอนที่ตื่นเต้นสุด ๆ คือประกาศรางวัล จะมีรางวัลกีตาร์ยอดเยี่ยม เบสยอดเยี่ยม อะไรพวกนี้ ซึ่งประกาศไปหมดละ แล้วไม่มี Bomb at Track ไอ้เราก็ เอาแล้ว (หัวเราะ) คือชมเชยก็ได้ (หัวเราะ) ทุกคนไม่เคยมีดวงเรื่องประกวด ไม่ค่อยชนะตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แล้วพอรางวัลที่ 1 แล้วเฮลั่น ไอ้ปุ้ยนี่น้ำตาจะไหลแล้วเพราะคิดว่าไม่ได้ พอประกาศนี่คือร้องไห้เลย

ปุ้ย: เศร้าจริ๊ง มาตั้งไกล ไม่ได้เหี้ยอะไรเลยก็ไม่ใช่ละ (หัวเราะ)

ข้น: ส่วนใหญ่ก็สายร็อกกันหมด

เมษ: ส่วนใหญ่เค้าท่าเยอะ

ข้น: มีโซโล่ มีอะไรกัน แต่ละวงกีตาร์โซโล่ หมุนตัวกระโดดพร้อมกันอะไรงี้

ปุ้ย: ฮีโร่ ๆ หน่อย

ข้น: เราไม่มีอะไรเลย เล่นเพลงฆาตกรกับสันติภาพเอามารวมกัน ไม่มีใครโซโล่ เล่นพร้อมกันไปจนจบ

นิล: วงเราเหมือนหลาย ๆ คนรวมกันแล้วมีพลังอะไรบางอย่าง เหมือนตอนที่เค้าประกาศรางวัลมือกลองดีเด่น กีตาร์ดีเด่น จะมีกรรมการคนนึงเค้าพูดว่าเออ ถ้างานนี้ถ้ามีประกวดเนื้อร้องดีเด่น วงนี้คงได้ แต่วันนั้นมันไม่มีรางวัลเนื้อดีเด่น

เมษ: คือตอนนั้นยังไม่ประกาศรางวัลที่ 1 ด้วยนะ แล้วเค้าก็พูดเป็นภาษาจีน เราก็ฟังไม่ออก แล้วทุกคนก็หันมามองมาที่วง ไอ้เราก็ อะไรวะ (หัวเราะ) ก็งง มีคนแปลให้ถึงเข้าใจ

เต้: วันต่อมาก็ได้เล่นอีกรอบตอนไปปาร์ตี้กับคนที่เข้าประกวดด้วยกัน ได้แจมกัน วันสุดท้ายเป็นวันที่วงมาเล่นกัน แล้ว Bomb at Track เล่นวงปิดเพราะได้ที่ 1 วันนั้นคนสนุก เอามาก ไม่เคยเจอคนเอาขนาดนี้

ปุ้ย: เล่นข้างแม่น้ำด้วย บรรยากาศดี

เต้: วันนั้นเป็นวันแรกที่พูดภาษาอังกฤษโดยไม่พูดตามสคริป แบบมันมาเอง แต่พูดแบบโง่ ๆ ไม่รู้ถูกป่าว (หัวเราะ)

เมษ: พูดฮ่องกงด้วยนิ

เต้: ห้ะ….. (อึ้งไป)

เมษ: ล้อเล่น ๆ (หัวเราะ)

เต้: ถึงไหนละเนี่ย (หัวเราะ) แล้วคนก็เก็ต ปกติโชว์ Bomb at Track จะชอบสั่งให้คนเอ็นจอย ให้คนทำนู่นนี่ แล้วที่มองไป คือมีกลุ่มคนแก่ กลุ่มผู้หญิง ยืนดูด้วย แล้วก็ทำที่เราสั่ง และเอ็นจอย รู้สึกดี

เมษ: มีคนไทยด้วยครับ มาขอถ่ายรูปก็มี

ข้น: มีคนบ้าด้วย (หัวเราะ) อยู่หน้าเวทีคนเดียว

สามประเทศที่ได้ไปมาทำให้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

นิล: ได้เพื่อน ได้วัฒนธรรม ได้คอนเนคชั่น ได้รู้ว่าบ้านเค้ามีวงดี ๆ อีกหลายวง แล้วก็กับข้าวอร่อย (หัวเราะ)

เมษ: อย่างเกาหลีก็ได้เรื่องเวทีใหญ่ ไต้หวัน หลาย ๆ เวที

นิล: ที่ไต้หวัน การซาวด์เช็คคือตรงต่อเวลามาก คือเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่าเราเอาไปใช้ได้

ข้น: ทุกที่ในไต้หวันคือต้องทำทุกอย่างให้เร็วแล้วก็มีระบบมาก ๆ

เต้: เคยไปเลตแล้วต้องซาวด์เช็ค 15 นาทีคือล่กไปหมดเลย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายทำจนทัน

เมษ: ทุกอย่างคือประสบการณ์ที่ดีหมดเลย มาใช้ได้หมดเลย

แล้วที่เกือบไม่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นไงบ้าง

เต้: ไว (บอส – ซาวด์เอ็นจิเนียร์) เขียน (หัวเราะ)

ข้น: เขียนว่า BOMB ตัวโคตรใหญ่ เพราะเป็นชื่อวง (หัวเราะ) ลืมคิดไป

เต้: แล้วป๋าเต็ดทัก เลยรอดไป (หัวเราะ) เกือบหลอนละ

bomb at track tae laughเรียนจบแล้ว 3 คน ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน

เต้: ไปเป็นอาจารย์ มีสอน มีเวลาทำเพลงมากขึ้น ได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ได้ทำเพลง รู้สึกว่าเพลง Bomb at Track เสร็จหลายเพลง ไปเร็ว ไม่ได้ติดเรื่องการเรียนแล้ว เมื่อก่อน เมษจะติดงานนู้น ปุ้ยติดเรียน กว่าจะได้เจอกัน ทุกวันนี้ ยาว

เมษ: แล้วก็มีงานเล่นบ้าง มีรายได้เข้ามา ว่างเป็นซ้อม ว่างเป็นซ้อม

พอได้เป็นครูสอนดนตรี มีมุมมองอะไรที่เปลี่ยนไป​บ้างมั้ย

ข้น: ได้ไปเจอเด็ก เด็กอะครับ บางคนก็แปลก ๆ ไม่ใช่ไม่ดี แต่บางคนก็ไม่เหมือนคุยกับผู้ใหญ่ เพราะสมาธิสั้นกว่า สมาธิอยู่ได้ไม่นานมาก แล้วก็ได้ความใจเย็น คือตัวเราเองต้องพยายามเข้าใจว่าวัยต่างกัน แล้วก็ได้สอนเบสิก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยู่กับมันมาตั้งนาน ได้ไปค้นดูว่าเมื่อก่อนเราเรียนอะไรบ้าง ทำยังไงให้เล่นแล้วดีขึ้น เราก็เอาสิ่งนั้นมาสอนเด็กให้เค้าพัฒนาไป

เต้: เป็นผู้ใหญ่ขึ้น โตขึ้น ฝึกความอดทน (หัวเราะ) บางคนนี่กว่าจะตีกลองแทบจะเต้น

เจอเด็กแสบสุดแค่ไหน

ปุ้ย: ล่าสุดก็สมาธิสั้นครับ จับกีตาร์สองนาทีก็จะวาง แล้วก็ช่างสังเกต ไปเห็นกาวที่ติดประตู ก็ดึงมา แล้วมันเป็นยาง มันก็เอามาทาบจมูกเราก็แล้วก็ดึง เราก็เจ็บ เราก็ร้อง ‘โอ้ย!’ แล้วเค้าก็หัวเราะ แสบมาก เอาสายแจ็กกีตาร์มาแทงตัวเอง แทงตัวเอง ซน ซนมาก

เต้: ของผมไม่หนักเท่ามัน (หัวเราะ)

ข้น: เจอเด็กแปลก เจอเด็กเล่น ๆ อยู่แล้วพอเปลี่ยนเบสให้เล่น ให้เล่นอีกตัว แล้วพอดีตัวใหม่ที่เปลี่ยนไป มันก็มีพลาสติกหุ้มเพราะว่าซื้อมาใหม่แล้วยังไม่ได้แกะออก แล้วคราวนี้ เค้าไม่ยอมเล่น ผมก็ถามว่าทำไมไม่ยอมเล่น เค้าก็บอก ไม่ชอบอะ ไม่ชอบมันเป็นแบบนี้ ผมก็เลยงง ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง เค้าไม่ยอมเล่นเป็น 10 นาที งงเลย (หัวเราะ) แล้วก็ถามว่ามันมีปัญหาอะไร เค้าก็บอก ไม่ ไม่ชอบ แล้วก็อารมณ์เสีย แล้วก็ไม่ยอมเล่น กูก็เลยเล่น ๆ รอไป อารมณ์เสีย

เต้: ส่วนใหญ่ก็เป็นไม่ฟัง อย่างพี่สอนกลอง เวลาจะอธิบายก็ตีมาเป็นกรู๊ฟมาเลย ตึกตึกโต๊ะตึกตึกตึกโต๊ะ เคยได้สอนรวมวงกับเมษครั้งนึง เด็กเป็นคู่หู เป็นพี่น้องกัน คนนึงวิ่งรอบห้อง อีกคนแร็พ คือตีกลองแต่แร๊พ ปวดหัว คุมไม่ได้ แล้วพอแม่เข้ามานั่งดูงี้ เด็กก็ไม่กลัวครู ใส่ยับเลย

เวลาสอนใจดีมั้ย

นิล: เหมือนใน mv อะครับ (หัวเราะ)

เมษ: ใจดีแหละ ส่วนใหญ่ คือที่นี่ (Rockademy) เค้าเน้นแบบ ไม่ให้เด็กเครียดอะ เอาที่เป็นตัวเราเน้นมาสนุก ๆ

เต้: ใจดีอยู่แล้วแหละ เวลาสอน คือเด็กมาเรียนดนตรี ไม่ได้มาเรียนคณิต อังกฤษ ก็อยากให้เด็กเอ็นจอยมากกว่า

เมษ: บางคนไม่ชอบเรียน ชอบเล่นเกม เราก็ชวนเล่นเกมเลยก็มี (หัวเราะ) พอเล่นเกมเสร็จด่านนี้ ต้องเล่นอันนี้ให้ได้นะ แบบล่อเค้า นิลทำเด็กร้องไห้เลย เล่น rov ชนะเด็ก

bomb at track black and white nil ninตัวตนบนเวทีของ Bomb at Track คือห้าหนุ่มสุดโหด ด้านล่างเวทีจริง ๆ แล้วเป็นยังไง

เต้: เป็นอย่างงี้ (หัวเราะ) ปั่น ๆ กัน

เมษ: เฮฮา

ข้น: เป็นคนเส้นตื้นครับ (หัวเราะลั่น)

ปุ้ย: แค่แบบ ขึ้นลิฟต์แล้วเสียงมันเงียบ ก็หัวเราะแล้ว (หัวเราะ)

เมษ: เป็นคนแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

เต้: แม่งเคยขึ้นเตียงนอนแล้วรู้สึกสบาย แม่งขำ (หัวเราะ) สบายเกิน

นิล: ล่าสุดนั่งแท็กซี่มาที่นี่ (ออฟฟิศ Wayfer Records) แท็กซี่เปิดเพลงจีน หัวเราะตลอดทั้งทาง

เต้: กลัวโดนต่อย (หัวเราะ)

ข้น: เหมือนคนไทยแต่ร้องเพลงจีน แล้วตั้งใจเปิดมาก ๆ

เต้: พวกเราก็ตั้งใจฟังมาก ๆ

แล้วมีมุมที่ไม่มีใครเคยรู้มั้ย เกี่ยวกับแต่ละคน

นิล: ไม่มีอะไรเลย (หัวเราะ)

เต้: เคยมีช่วงนึงคิดจะขายหอยแครงลวก เพราะช่วงนั้นบ้าหอยแครง กินยับเลย เลยอยากหาอะไรทำ เลยจะไปขายหอยแครงลวกหน้าเซเว่น

เมษ: หอยแครงนี่มีแบบดิบด้วยใช่มะ

เต้: ใช่ เป็นลวกดิบไง ซาชิมิ (หัวเราะ) อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ดู

ข้น: เคยเล่นสเก็ตบอร์ด แต่โดดไม่ขึ้นก็เลิกละ (หัวเราะ) ผมชอบอยู่บ้านดูหนัง เล่นกับแมว

นิล: ก็พอเรียนจบมาก็รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรมาขึ้น ก็ลองหาเงินอะไรงี้ ซึ่งถ้าถามว่าหาอะไรทำมั้ย ก็สอน แต่ที่ตั้งใจเลยก็คือ ทำวง เวลาเราว่างเราก็ไม่ได้คิดเรื่องอื่น ก็เราก็จบดนตรีมา แล้วตอนนี้วงจะมีอัลบั้มใหม่ ส่วนใหญ่คลุกคลีกับคตรงนี้ หา reference ทำให้มันสำเร็จ เพราะว่าอัลบั้มใหม่เป็นอะไรที่คาดหวังมาก ๆ  ช่วงนี้ก็ไม่ไค่อยได้ได้โฟกัสกับเรื่องอื่น

เต้: เอาซะกูซึ้งเลย หอยแครงกู (หัวเราะ)

ปุ้ย: ตั้งใจเรียนให้จบครับ แบ่งเวลาซ้อมวงกับซ้อมเมเจอร์ตัวเอง เทอมสุดท้ายแล้วครับ เวลาว่าง ๆ ก็หาอะไรกิน (หัวเราะ) จริง ๆ นะ หาอะไรอร่อย ๆ กิน ซ้อม ฟังเพลง หาอะไรตลก ๆ ดูไปเรื่อย

เมษ: คล้าย ๆ เพื่อน ส่วนใหญ่ 80% ให้วง ว่างก็ซ้อม คิดเพลง แล้วก็มีเรียนแค่อาทิตย์ละครั้ง เหลือแค่ทำคอนเสิร์ตจบ เวลาส่วนใหญ่ก็ลงที่วง เวลาว่างก็กินข้าวดูหนังฟังเพลงอะไรทั่วไป งานประกวดกีตาร์ของ overdrive ที่ส่งไปก็เพราะว่าไม่เคยทำเพลงบรรเลงแบบจริงจัง ก็เลยอยากลองดู คือเราก็ไม่ได้เก่ง ลองสนุก ๆ เหมือนเราได้เริ่มต้นอะไรซักอย่าง ฝึกคิด เพลงนั้นเป็นเรา 100% จริง ๆ ได้ฝึกคิดเพลงมากขึ้น มีไอเดียอะไรก็เอาไปใช้กับวงได้ เหมือนที่ส่งประกวดเพราะว่าได้พัฒนาตัวเองด้วย

เวลาไปเล่นแล้วเจอตำรวจ ทำยังไง เคยเจอโหดสุดแค่ไหน

เต้: เคยเจอแต่เป็นด้านบวก เค้าเป็นแฟนคลับ มาดูอยู่หน้าเวที เล่นเสร็จก็วิ่งมาหา ‘ผมเป็นคนในเครื่องแบบครับ’ อะไรงี้ ทักมาในเพจก่อนด้วย ออกเวรก็มาดู แล้วก็ขอถ่ายรูป เค้าบอกว่าฟังเพลงโจรในเครื่องแบบไปสะดุ้งไป คือไม่ได้ประชด ชอบเลย

ปุ้ย: แล้วก็มีเจอคนมอชกัน แต่เค้าคิดว่าตีกัน เลยมา แค่นั้น ก็ไม่มีอะไร

เมษ: ไปแต่ละงานจะมีพี่ ๆ หรือว่าทีมงานส่งรูปมาให้ดูแบบเนี่ย มีคนคุมเรา แต่จริง ๆ ก็คือแค่มาดู ถ้าจะมีแรงสุดก็แค่งานที่เล่นบนดาดฟ้าแถวพระโขนง แล้วเหมือนมันเสียงดังเลยโดนตัดไฟ จบแล้วเราก็ยังดื้อเล่นต่อทั้งที่เงียบ ๆ งั้นแหละ มันดี

 

พวกคอนเทนต์เสี่ยงคุก ใครเป็นคนคิด แอบมีกลัว ๆ บ้างมั้ย

นิล: เป็นพวกเราช่วย ๆ กันคิด แล้วก็คนในค่ายปรึกษากัน คุยกันตลอด

เมษ: คอนเทนต์ล่าสุดกำลังพีคเลย

เต้: กูเริ่มระแวงละ (หัวเราะ) กูแน่เลยอีเหี้ย (หัวเราะ)

คุณเคยถูกจับในข้อหาอะไร?

โพสต์โดย Bomb at Track บน 25 มกราคม 2018

เมษ: เปิดสงคราม ๆ (หัวเราะ)

กลัวบ้างไหมกับคอนเทนต์เสี่ยงคุก

เต้: เอาจริงหลาย ๆ เพจเค้าทำ เลยรู้สึกว่าเค้าคงไม่มาใส่ใจอะไรกับพวกนี้หรอก

เมษ: คืออย่างเนื้อเพลงก็มีความจริงอยู่ แต่เราก็พยายามเซฟด้วย

นิล: เราไม่ได้มั่ว ๆ มา ทุกอย่างเป็นความจริง

อันไหนพีคสุดที่เคยลงไป

เต้: ผมเคยโดดตกเวทีจนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย อันนั้นชอบสุด

ผมเคยโดดตกเวทีจนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย

โพสต์โดย Bomb at Track บน 23 พฤศจิกายน 2017

 

ถ้าติดคุกอยากกินอะไร

นิล: คุกกี้เสี่ยงทาย

เมษ: ข้าวผัด เพราะเวลาพูดเล่น ๆ ว่าคอนเทนต์นี่เสี่ยงคุก ก็จะนึกอาหารเหล่านี้ก่อน ที่คิดออกคือข้าวผัด ไม่ก็ข้าวกล่อง ข้าวกะเพรา

ปุ้ย: โอเลี้ยง ไม่เอา ๆ ชาเย็น

เมษ: บางทีก็เย็นชา (หัวเราะ)

เต้: อยากกินเนื้อหมกตรงพุทธมณฑลสาย 5 ครับ เมื่อคืนเพิ่งฝันมา (หัวเราะ)  แม่งไม่เคยเป็นงี้มาก่อน ว่าได้กินเนื้อหมก แล้วพอกลับไปอีกทีแม่งหมด เลยซื้อกากเจียวมากินกับน้ำปลา

นิล: ผมคิดไม่ออก เพราะผมเพิ่งเป็นอาหารเป็นพิษ

ข้น: อยากกินส้มตำตรงข้ามปั๊มปตท. ที่ศาลายา

เมษ: กูไปกินมาแล้ว โคตรอร่อย

นิล: ผมรู้แล้ว อยากกินอะไร อยากกินสุกรคีย์บอร์ด

BAT: โปรโมตเฉย (หัวเราะ) อร่อย สุดยอด

ไปชิม สุกรคีย์บอร์ด ได้ที่งาน Cat Foodival 3 โดย Cat Radio  วันเสาร์ที่ 3 มีนาคมนี้จ้าbomb at track nil nin khon tae laugh warner รู้สึก​ว่าสังคม​ไทยมีหวังขึ้นบ้างมั้ย กับการที่วัยรุ่นเริ่มมีความกล้าที่จะออกมาพูดหรือเรียกร้องอะไรเพื่อสังคม

ข้น: มีหวังมากขึ้น มันมีหวัง มันถูกต้องแล้วที่คนอย่างเรา อย่างวัยรุ่นที่อยากจะพูดอะไรก็มีสิทธิ์พูด เรื่องที่เราคิดว่าไม่ถูกต้อง เราได้ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการพูดผ่านดนตรี คนอื่นก็คงจะมีวิธีพูดแตกต่างกันไปครับ แต่ในเมื่อมีคนเห็นว่าเรากล้าที่จะพูดแล้ว มันน่าจะมีคนตามครับ เพราะว่าเคยเห็นเพื่อน ๆ น้อง ๆ เอาเพลงไปเล่น ไปคัฟเวอร์ เห็นคนในสังคมมาแสดงควาเห็นเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปในสังคมที่ไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นดาบสองคมที่มีอะไรแบบนี้นะ แต่มันอยู่ที่วิธีการพูดอะครับ สังเกตง่าย ๆ จากคนที่แชร์เพลงของเรากับเขียนแคปชั่นในแบบของตัวเอง มีคนที่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เลยคิดว่าไม่น่าใช่เรื่องยากที่มีคนออกมาพูดแล้วอีกคนนึงก็หยิบเรื่องนั้นไปพูดต่อ

เต้: รู้สึกเหมือนก็เริ่มมีคนพูดแล้วมีคนเห็นมากขึ้น ผมเห็นมาเยอะแล้วเรื่องที่แค่เห็นวันสองวันแล้วมันก็หายไป แต่ในตอนนี้เริ่มมีคนออกมาทำไรมากขึ้นให้เรื่องพวกนี้ยังอยู่ ให้ยังมีคนเห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยนึง ออกมาพูดเรื่องนี้ แล้วก็มาพูดเรื่องนั้นให้เรื่องมันยังอยู่ คนอาจจะกล้าพูดมากขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีพวก

ข้น: อย่างย้อนไปเรื่องฆ่าคนพิการ คือเราเห็นแล้วรู้สึกสลด รู้สึกแบบมันไม่ยุติธรรม แต่บางทีความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้นข้างใน ถ้าไม่ได้แสดงออกมา ซักพักนึงเราเลื่อนเฟสบุ๊คผ่านไป พอเราไปเห็นเพลงหรือเห็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกันเลย มันก็จะเปลี่ยนไป หายไปเลย เหมือนเราสนใจแค่ไม่กี่วินาทีที่เราเห็นตรงนั้น แต่ผมคิดว่าหลังจากที่เราทำอะไรออกไปก็เริ่มมีคนสนใจ ซึ่งเค้าไม่ใช่แค่เห็น แต่รู้สึก และแสดงออกถึงสิ่งนั้นว่ามันไม่ถูกต้องยังไง แสดงความสนใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย เค้าเริ่มที่จะพูดกับเพื่อน ถกกัน แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊คซึ่งเป็นที่สาธารณะเพราะเค้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูก ก็ดีครับ เพราะว่าการพูดกันก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าเก็บไว้ข้างในแล้วไม่ได้แสดงออกอะไรเลย

คิดว่ามีวิธีอะไรให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ มาสนใจประเด็นทางการเมืองไหม

เต้: น่าจะเป็นดนตรี ถ้าเด็กชอบวง Bomb at Track เค้าต้องฟังอยู่แล้ว แล้วก็รู้อยู่แล้วว่าเราพูดเรื่องอะไร คือถ้าเกิดชอบจริง ๆ เค้าน่าจะปรับตัว มีความคิด ฟีลแบบเราเห็นบอดี้ แล้วเห็นว่าพี่ตูนทำอะไรไปบ้าง เราก็อยากทำอย่างนั้นบ้าง

ข้น: เหมือนเราอยากจะให้พลังงานด้านบวกกับคนอื่น เหมือนที่เราได้รับจากคนที่เราเห็นเค้าเป็นไอดอล ซึ่งเค้าทำสิ่งที่ไม่ได้เบียดเบียนใครและมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ  เป็นการแบ่งปัน การให้ จากที่เรามองในมุมของเราที่เป็นเด็ก เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วเราก็รู้สึกกับมัน คือเราจะไม่หยิบเรื่องไม่ดีแล้วส่งมาต่อ เราอยากจะหยิบตัวอย่างที่ดี ส่งต่ออะไรดี ๆ ให้น้องเราเห็นได้

เพลงอัลบั้มใหม่ ๆ จะมีเพลงมุมบวกเพิ่มขึ้นไหม

เต้: มีหลายมุมมาก ก็คือไม่ได้ก่นด่าอย่างเดียว ไม่ได้พูดถึงแต่คนในเครื่องแบบ เริ่มพูดถึงปัญหาสังคมมากขึ้น ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องสี แต่อาจจะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็หยิบมาพูด

ข้น: ตัวอย่างเพลง ฉวย ที่เราแต่งเราไม่ได้ด่าใคร แต่เราหยิบเรื่องจากที่เต้โดนโกงค่าโดยสารแล้วเราคิดว่ามันไม่ดี เราก็เลยหยิบการโกงมา คือถ้าเราพูดเรื่องการโกง สมมติเต้โดนแค่ 10-20 บาท แต่ถ้าไม่ใช่เราที่โดนในเรื่องเล็ก ๆ  แต่ถ้าเป็นการโกง 10 -20 ล้าน ที่มันมีผลต่อชีวิต ซึ่งถ้าทำไปเรื่อย ๆ และแสดงเป็นตัวอย่างไม่ดีให้คนต่อไป ก็เหมือนความคิดที่แพร่กระจาย คิดว่าทุกคนก็โกง แล้วก็กลายเป็นว่าทุกคนก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา อะไรงี้ครับ

เต้: แบบ ใคร ๆ เค้าก็ทำกัน แค่นี้เอง อะไรแบบนี้

bomb at track tae serious guyคิดว่าเนื้อหาในเพลงของ Bomb at Track จะยังปรากฏในสังคมไทยอีกนานแค่ไหน

เมษ: มันมีมาตั้งนาน แล้วก็คงมีไปตลอดอะ

ข้น: เป็นสิ่งที่มากับคน ขึ้นชื่อว่าเป็นคนก็มีสิ่งที่แย่ ๆ มาตลอดเวลา แม้แต่ตัวเราเองก็มี

เต้: มันคือความป็นคน คือองค์ประกอบของควาเมป็นคน

ข้น: แต่จะทำยังไงให้เรารู้ว่ามันไม่ดี แล้วเราก็ปรับตัวเองให้เข้าใจกับมัน

เมษ: มันไม่หายไป แต่มันจะทำให้ดีขึ้นได้

 

จากเป้าหมายของ 1 ปีที่แล้ว คิดว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จไปถึงจุดไหนแล้ว

ข้นและเมษ: อยากเป็นวงร็อกอันดับ 1

นิิล: อยากเป็นที่รู้จัก

ปุ้ย: ถ้าเสรีภาพมันหายไป ก็อยากปฏิวัติเอาเสรีภาพกลับมา

เต้: อยากเปลี่ยนสังคม อยากให้ทุกคนยอมรับแนวนี้

Bomb at Track: เชื่อว่าดนตรีแนวนี้เปลี่ยนสังคมได้

จาก THE SALAYA SOUND EP. 1 — BOMB AT TRACK

เมษ: ก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นนะ

นิล: เริ่มกว้างขึ้น จากที่เมื่อก่อนมีคนส่วนน้อยที่ฟังแนวนี้ คนส่วนน้อยที่พูดเรื่องการเมือง มันก็เริ่มกว้างขึ้น มีคนเข้ามาสนใน ให้ความสำคัญเยอะขึ้น ถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดี แล้วเราก็หวังให้มันดีขึ้นไปเรื่อย ๆ

เต้: เหมือนอยู่ระหว่างทาง เริ่มเจอคนคอยเชียร์เรามากขึ้น เข้าใจเรามากขึ้น ถ้าเปรียบกับปีที่แล้วที่เรายังตัวเล็ก พูดอะไรไปคนอาจจะยังไม่ค่อยเชื่อถืออเท่าไหร่ แต่ด้วยตอนนี้โตขึ้น บวกกับด้วยลุคตอนนี้ด้วย น่าจะทำให้คนเชื่อถือมากขึ้น

เมษ: เหมือนแบบว่า ในระยะเวลาปีกว่า ๆ เราเจอคนมากมายครับ คนที่คอยสนับสนุนเรา คนที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้รู้จักกับเค้า

เต้: การเดินทางนี้มันเร็วมาก

ปุ้ย: โตเร็วมาก

เต้: ไม่รู้มันสุดหรือยัง มันยังไม่สุดหรอก เคยคิดว่าแบบ จุดนี้เกินตัวเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้คิดคือการไปเล่นบิ๊ก เมาน์เท่นเล่นต่อกับพี่ ๆ วงใหญ่ ๆ แล้วก็เวทีเดียวกับเค้า รู้สึกว่าแบบ ไอเหี้ย กูแม่งมาปีเดียว แล้วมาโผล่จุดนี้ จุดที่คนพยามมาสิบปีแล้วเค้าถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่อยู่ดี ๆ  Bomb at Track ไปโผล่ตรงนั้น เลยรู้สึกว่ามันเกินตัว แต่ไม่ได้กลัวไม่ได้ประหม่าอะไร รู้สึกดีใจบอกไม่ถูก ทำไมกูได้ขนาดนี้ในตอนนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ

ข้น: รู้สึกดีครับ เพราะตอนแรกที่ทำวงแล้วเราปล่อยเพลง อำนาจเจริญ แล้วมีงานติดต่อมาให้เล่นคือดีใจมาก คือจะเป็นงานอะไรก็ช่าง แต่พอรู้สึกว่ามีคนสนใจอยากให้เราไปเล่น ทั้งตื่นเต้นและดีใจ หรืออย่างได้ไปใกล้ ๆ ที่ Play Yard ตอนไปเล่นครั้งแรกผมก็ตื่นเต้น เพราะไม่เคยไปเล่นในนามของวงตัวเอง เคยแต่เล่นของวงอื่นอย่างเดียว เคยเห็นพี่ ๆ เค้าเล่นแล้วรู้สึกว่าเจ๋ง เค้าเล่นที่นู่น ที่นี่ เค้าทำเพลง แล้วได้ไปเล่นที่ต่าง ๆ แล้วพอเราได้ก้าวไปจุดแรก ได้ออกไปเล่นแล้วตื่นเต้นกับมัน เล่นไปเรื่อย ๆ แล้วยิ่งได้ไปต่างประเทศ ก็ตกใจ ไม่รู้จะทำยังไงเพราะวงก็เพิ่งตั้งไม่นาน เราก็เรียนรู้กันไป คือก่อนหน้านี้ตอนปีหนึ่งปีสองเคยทำวงกับเมษ นิล ปุ้ย ชื่อวงว่า The Clone ตอนนั้นยังไม่มีเต้ แล้วเพลงยังไม่ชัดเจนมาก พอโตขึ้นก็ไม่ได้ทำต่อ ต่างคนก็ต่างเล่น เมษไปเล่นแบ็คอัพ นิลกับผมก็ไปเล่นกับรุ่นพี่อะไรงี้ แล้วคราวนี้มีครั้งนึง งานบิ๊ก เมาน์เท่นเมื่อสองปีที่แล้ว ผมไปเที่ยว ไปกับเพื่อน ไปดูเมษแบ็คอัพให้พี่หนุ่มกะลา แล้วก็คุยกับเมษ ว่า เราน่าจะได้มาเล่นเวทีอย่างนี้บ้าง หลังจากนั้นก็เลยเริ่มคุยกับเมษ กลับมาทำวง ชวนนิล ชวนเต้ ชวนปุ้ยกลับมาทำวง ก็เริ่มเล่นนูเมทัลตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไอ้ที่น่าตกใจสำหรับผมคือ สิ่งที่พูดกับเมษวันนั้นว่าเอออยากเล่นมาก แล้วก็ได้มาเล่น ก็เป็นจริง แถมไม่ได้แค่เล่น แต่เล่นเวที Black Stage ต่อจาก Silly Fools ซึ่งสุดมาก

เต้: ตอนรู้น้ำตาคลอเลยอะ ตอนป๋าเต็ดบอก

ข้น: เราเคยจะทำเพลงแบบซิลลี่ ฟูลส์ด้วยซ้ำ ตั้งแต่สมัยเดอะ โคลน คือพวกเราชอบอะไรที่มันหนักแน่น เพลงเพราะอะไรเราก็ลองมาหมดแล้ว แล้วเราก็ค้นพบว่าเราอยากจะเป็นงั้น ซึ่งสิ่งที่พูดวันนั้น พอเวลาผ่านไป มันเกิดขึ้นจริง ได้เล่นต่อซิลลี่ ฟูลส์ ตกใจ ดีใจมาก ๆ ถึงเราจะไม่ได้เป็นวงร็อกอันดับหนึ่ง แต่เรามาถึงจุดที่เราพูดกัน จุดที่ต้งใจแต่แรกซึ่งพอมาคิดย้อนไปก็รู้สึกดี ยังไงก็ต้องลุยต่อไปเรื่อย

เมษ: ทุกอย่างมันเป็นไปได้

ข้น: ทุกอย่างมันเป็นไปได้จากคำพูดที่พูดขึ้นมาตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าเราหยิบคำพูดนั้นมาเป็นเป้าของเราแล้วก็ทำ มันก็จะไปของมัน ก็รู้สึกดีเหมือนกันที่มันเป็นจริง

เต้: สิ่งที่รู้สึกดีที่สดคือตอนที่รอจะเล่น เพราะว่าคนที่อยู่หลังเวที คือคนที่เราฟังเพลงเค้าตอนมอปลาย มอต้น มอสามกูยังว๊ากเพลงพี่แน๊ปอยู่เลย ยิ่งช่วงก่อนจะเรียนจบก็อินซิลลี่ ฟูลส์หนักมาก ช่วงก่อนจะรอเล่นนั่งอยู่กับพี่ ๆ เกร็งจนจะบิด

เมษ: โคตรฟิน

เต้: ความรู้สึกที่ไม่รู้จะพูดยังไง คือเป็นความรู้สึกที่ดีมาก

ตอนขึ้นไปเล่นกดดันมั้ย

เต้: ไม่กดดัน แต่ตื่นเต้น

เมษ: เป็นความรู้สึกอยากเล่น คือแบบเราได้โอกาสขนาดนี้

เต้: บิ๊ก เมาน์เท่นเราซ้อมหนักอยู่เหมือนกัน ทำโชว์กันหนักมาก

เมษ: ทุกอย่างออกมาได้ด้วยดี เราเคยเล่นแบ็คอัพก็จริง แต่มันคนละอารมณ์เลยเพราะมันเป็นวงเรา พอข้นมาเล่าให้ฟังเรื่องที่เคยคุยกัน ยิ่งโคตรอิน

ข้น: ก็ตอนอยู่บิ๊กเม้าเท่นก็ยังคุยกับเมษอยู่เลยว่าเราเคยคุยกันแบบนี้ ว่าเคยอยากเล่น แล้ววันหนึ่งเราก็ได้มาเล่น ซึ่งที่สำคัญคือเราได้มากับเพื่อน ๆ ทั้งซาวด์ เอ็นจิเนียร์ ตากล้อง ที่เป็นเพื่อนกันหมดเลย อายุเท่ากันหมดเลย เติบโตไปด้วยกันตั้งแต่แรก

เคยได้ยินคำพูดจากพี่ ๆ ที่เป็นไอดอล ที่ทำให้ประทับใจมั้ย

เมษ: พี่แป๊บ Sweet Mullet คือเคยเจอโดยบังเอิญ เรานัดคุยงานกันตอนไปเล่นแบ็คอัพให้พี่หนุ่ม กะลา เค้าพูดประมาณว่า อายุเท่านี้ จะมารออะไรไม่ได้ ต้องสุดไปเลย จะมาแบ่ง ๆ ไม่ได้ ถ้าเกิดวันหนึ่งมันผ่านไปแล้ว เราไม่มีทางย้อนกลับมาทำได้ เราเลยจัดเต็มเลย ออกมาลุยวงเต็มที่ คือเล่นแบ็คอัพสามปีได้เยอะมาก จริง ๆ จากไม่มีอะไรเลย เป็นคนธรรมดา พี่ ๆ ให้โอกาส ค่อย ๆ ฝึก เจออะไรมากมาย ได้เจอรุ่นใหญ่ ได้ความรู้ ได้เจอปัญหา คราวนี้พอมาเป็นของวงเราเอง ก็เอาเรื่องราวเหล่านั้นนั้นมาแชร์กับเพื่อน ๆ ช่วยให้วงเราไปได้เต็มที่ การเดินทางในเส้นทางดนตรีของเราคล้าย ๆ กัน (ทั้งการแบ็คอัพและการเล่น) แต่ก็เจออะไรใหม่ๆ ตลอด ได้อะไรเยอะมาก คือไม่เสียดายเลย มันคุ้มมาก ๆ คือทางนั้นก็เข้าใจ เค้าเชียร์เรา มันคุ้มที่เราได้เจออะไรมาที่มันเกินตัวมาก ๆ จากเด็กปีสองคนนึง พอได้เอาประสบการณ์มาใช้กับสิ่งที่อยากเป็นจริง ๆ ตอนนี้ มันมีความสุขมาก

เต้: พี่เต๋า Sweet Mullet ได้คุยกันนานมาก ก็บอกเค้าว่ามีผลงานชิ้นนึงที่รู้สึกว่าพลาด ถ้าย้อนกลับไปได้ รู้สึกทำได้ดีกว่านี้ แล้วพี่เต๋าบอกว่า สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าตอนนั้นเราจะรู้สึกว่ามันจะดีไม่ดี แต่มันก็คือสิ่งที่เราทำลงไปแล้ว เค้ายกตัวอย่างว่าเค้าก็เคยมี แต่มันทำให้เค้ามีวันนี้ เราก็เลยรู้สึกว่า ปล่อยแม่ง ช่างแม่งดิวะ ไม่ว่าวันนี้จะรู้สึกยังไง รู้สึกแย่ในผลงานของตัวเองยังไง ให้ช่างแม่ง มันคือผลของอนาคต สิ่งนั้นจะทำให้มึง มีวันนี้ มีอนาคต อินเลย ไฟลุกโชน

เมษ: เค้าบอกประมาณว่าแบบ ที่มึงยืนอยู่ตรงนี้วันนี้ได้เพราอะไร ก็ไม่ใช่เพราะที่มึงทำแบบนั้นเหรอ แล้วจะเสียดายทำไม ไม่ควรดูถูกผลงานตัวเอง ประมาณนั้น

เต้: มึงมีวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะไอ้สิ่งนั้นเหรอ เอาจริงก็ไม่ได้ผิดพลาดขนาดนั้น แต่ก็มีความเฟลนิด ๆ อยู่

ข้น: ผมมีคำพูดของพี่สอง Paradox ตอนจะทำเพลง อำนาจเจริญ ปรกติถ้าแต่งเพลงส่งอาจารย์ผมชอบแก้นู่นแก้นี่ เยอะเกินไป ไม่เสร็จซักที ก็เลยคุยกับพี่สอง ว่ากำลังทำวงแล้วจะเริ่มทำเพลง จะตั้งใจทำ เค้าบอกว่า ‘ลุยไปเลย’ คำพูดง่าย ๆ แต่ผมหยิบมาใช้ในการทำวงกับเพื่อน เพราะผมจะมัวมานั่งแก้เหมือนเพลงของผมไม่ได้นะ นู่นไม่เอา นี่ไม่เอา ไม่ชอบแล้ว เปลี่ยน ผมเลยลุยไปเลย ถ้าเปรียบกับการต่อยมวยกับต่อยกับคนข้างถนนมันก็จะไม่เหมือนกัน ต่อยมวยมีหาจังหวะ รอจังหวะ คิดเรื่องแต้ม อย่าเพิ่งต่อย คิดก่อน คอยหลบตรงนี้ แต่ลุยไปเลยสำหรับผมคือเหมือนต่อยกับคนข้างถนน เราวิ่งเข้าไปเลยโดยที่ไม่สนว่าเค้าจะต่อยเราก่อน ลุยไปเลย ลุยไปแล้ว ไม่ต้องหลบอีกแล้ว พุ่งไปเลย ผมเลยคิดไลน์เบส (หัวเราะยกวง) ตื่มมมมมมมม คิดไลน์เบส ลุยไปเลย คิดรอบเดียวนั่นแหละ ไม่ต้องคิดนั่นคิดนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวจะโดนต่อย

เต้: ขี้เกียจแบบมีเหตุผล (หัวเราะ)

ข้น: สรุปผมก็คิดไลน์เบส เล่นสองตัวซ้ำกันสี่รอบ เวิร์สสองก็มาอีกรอบนึง (BAT: เพิ่งรู้นะเนี่ย) ผลจากการลุยไปเลยก็ได้เล่นบิ๊กเมาน์เท่นครับ (BAT: น่อววว)

นิล: ส่วนใหญ่ที่ได้คุยกับพี่ ๆ จะจำไม่ค่อยได้ครับ สติสตางค์ไม่ค่อยครบเท่าไหร่ (หัวเราะ) เคยคุยกับพี่กบ Big Ass พี่คิด Bedroom Audio เค้าบอกให้ทำไปเลย อย่าไปกลัว อย่าไปกลัวว่าจะไม่มีคนเห็นเรา

ปุ้ย: เคยคุยกับพี่แป๊บ Sweet Mullet แต่คุยเรื่องอื่นมากกว่า คือส่วนมากอะไรพวกนี้ผมดูในยูทูป หาวงที่ชอบ ดูประวัติเค้า ฟังเค้าสัมภาษณ์ ดู documentary ของวง เค้าเป็นยังไงบ้าง แล้วย้อนกลับมาหาตัวเอง ว่าเราอยากเป็นแบบเค้า เราอยากเป็นเหมือนภาพที่คิดไว้ในหัวว่าอยากทำแบบนี้ ต้องทำให้ได้นะ แม้มันจะฝัน ๆ หน่อย นอกจากนี้ก็มีพี่ป๊อดเป็นแรงบันดาลใจ เราโตมากับเค้า เค้าทำให้เราเริ่มเล่นดนตรี แค่นั้นก็ยิ่งใหญ่มากแล้ว

เมษ: ก็เป็นเหมือนกันหมดอะ มีอีกเยอะ พี่ ๆ ที่เจอในค่าย นอกค่าย เหมือนเราซึบซับ ถ้าเราอยู่กับคนเก่งก็จะซึบซัมมาโดยอัตโนมัติ บางทีจำคำพูดเค้าไมได้ 100% แต่ทุกคำพูดของเค้าช่วยให้เราคิดอะไรได้เยอะขึ้น ได้อะไรเยอะจากหลาย ๆ คน การคุยกับคนเก่ง เราต้องได้อะไรแน่นอน

ที่พี่ปุ้ยบอกว่าอยากปฏิวัติเอาเสรีภาพกลับมา คิดว่าทำได้ไหม

ปุ้ย: เฮ้ย ผมว่าทำได้ดิ (หนักแน่น) อันนี้ในแง่แบบ มันเป็นความฝันอันนึงถ้าประเทศไทยถึงจุดนั้นจริง ๆ เราอาจจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้ ก่อม๊อบ ยังอยากปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเล่นอยู่ มันคือที่สุดแล้ว ถ้าได้ทำ

bomb at track pui smile เป้าหมายต่อไปของวงคืออะไร

เต้: เดี๋ยวยุบแล้ว (หัวเราะ) ใกล้ตัวก่อนคือจบอัลบั้มให้ได้ ทำคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม อยากมีคอนเสิร์ตของตัวเองที่มั่นใจว่ามีคนมาเยอะแน่ ๆ

ข้น: มีงานเล่นเยอะ ๆ ทัวร์เยอะ ๆ

ปุ้ย: มีคนอยากมาดูโชว์ของเราจริง ๆ

เมษ: ที่ข้นเคยพูดว่าอยากเป็นวงร็อกอันดับหนึ่ง ก็ยังอยากทำอยู่ อยากไปสู่ตลาดโลกให้ได้ แต่ต้องทำในไทยให้ดีก่อน นั่นคือเป้าหมายที่คิดมาตลอด แล้วก็ทำเต็มที่เหมือนเดิม

การที่จะไปถึงเป้าหมายของวง ที่ผ่านมาวงพยามทำอะไรบ้าง แล้วจะพยามทำอะไรเพิ่มขึ้นอีก

นิล: เราพยามทำเพลงให้มัน ไม่ใช่ว่าทำให้คนฟังเพลงรักมาฟัง ไม่ได้ทำเพื่อขาย คือเราพยามขยายเพลงของเราออกไป อาจจะมีคำหยาบ มึงกู แต่ก็คืออยากขยายแนวเพลงของเรา

เมษ: อยากทำให้แนวเราขายได้

เต้: ให้คนเข้าใจสิ่งที่เราจะพูด

ข้น: อยากขยายทั้งสองอย่าง ทั้งเนื้อหาและดนตรี

ถ้ายังอยากเปลี่ยนอะไรในสังคมไทยอีก ก็จะพูดเรื่องนั้นต่อไปใช่ไหม

เต้: อยู่ที่วุฒิภาวะของวง ของผมเองด้วย ไม่ได้ยึดติดว่าจะพูดเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราโตมา เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน (BAT: น่อวววว)

เมษ: ก้อนหินยังแหลกเป็นเม็ดทรายครับ (BAT: โห่ว)

เต้: ไม่รู้เหมือนกัน อัลบั้มสอง อัลบั้มสามอาจจะมีอะไรที่คนคาดไม่คิด วงไม่คาดคิด เพลงรัก อะไรงี้ ไม่ได้ยึดติดอีกต่อไป อาจจะมีเพลงรักก็ได้ เพลงรักแบบ Bomb at Track ทำยังไงให้เป็นเรา

จาก EP. มาเป็นอัลบั้ม โตขึ้นมั้ย

เต้: รู้สึก

เมษ: (ทำงาน) ไวขึ้น

ข้น: แม้แต่เรื่องการทำเพลง เวลาเรากลับไปฟังสิ่งเก่า ๆ ที่เราทำ คือเราอาจจะไม่ได้ชอบ 100% หรืออาจจะชอบมากกว่าสิ่งที่กำลังทำด้วยซ้ำ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรามีหน้าที่หาตรงกลาง แล้วก็ยึดไปกับตรงกลางนั้นไปเรื่อย ๆ

เมษ: เรามีห้าคน เราต้องแชร์กัน ทำคนเดียวไม่ได้ แล้วคราวนี้เหมือนเราจับจุดถูกว่าเราจะแชร์กันยังไง เป็นตัวเราห้าคนที่สุด เป็นตรงกลางที่สุด แล้วก็ออกไปสู่สังคมได้ด้วย มีอะไรก็แชร์กันก็ได้ตลอด

เต้: เวลาทำเพลงปกติก็แจมตลอด เหมือนมั่วมา แล้วก็เอาดิ ๆ ลอง ๆ

เมษ: ปุ้ยเล่น lick นี้ นิลได้ยิน เอ้ย ต่อ ๆ

เต้: อย่างเพลงนึงที่กำลังทำปุ้ยคิดได้ตอนซาวน์เช็ค ก็เอากลับมาทำ

ปุ้ย: เก็บ ๆ ไว้ มาทำ

ข้น: บางทีเอาริฟฟ์เก่า ๆ ที่เหมือนจะเกลียด เหมือนเคยทำแล้วเล่นรู้สึกหยี ๆ ตลก ตอนนี้ก็เอามาต่อยอด

การที่พูดว่าวงกับทีมงาน โตมาด้วยกัน เป็นยังไง

เต้: คือตอนนี้มี 11 คน

ข้น: ซาวด์เอ็นจิเนียร์ ช่างกล้อง เทค 3 คน ทั้งหมดสิบ แล้วก็มีเพื่อนที่มาตามวง เคยมาทำทีสิส แล้วมาอยู่ในทีม ก็เลยสนิทกัน มาสัมภาษณ์ มาถ่าย ทั้งหมดเริ่มจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ ช่างภาพ บอส-ไวนรา กับบอสธันเดอร์ เรียนมหิดลด้วยกันตั้งแต่ปีหนึ่ง

ปุ้ย: พอวงเริ่มจริงจังเมษก็บอกว่าเราหาเทคมั้ย

เมษ: วงจะได้สมบูรณ์มากขึ้น

ปุ้ย: เลยชวนเทควง Telex Telexs มาทำ

เต้: อย่างบอสเพิ่งหัดถ่ายรูป หลัง Bomb at Track ตั้ง คือถ่ายเราเป็นงานแรก ตอนหลังแม่งก็มาบ่น ไอ้เหี้ย กูถ่ายรูปมาไม่ถึงปีก็มาได้ขนาดนี้ ซึ้ง ๆ (หัวเราะ)

ข้น: เหมือนวงเราไม่ต้องหาคนเก่ง ๆ มาอยู่ด้วย แต่อยากได้เพื่อนมาช่วยกันมากกว่ เพราะเราเอง ในวงเอง ก็เพิ่งเริ่มต้น บอส ซาวด์เอ็นจิเนียร์เจอกันบ่อย ก็ชวนมา บอกให้บอสธันเดอร์มาถ่าย มันอยากลอง พอลองปุ๊บ มันชอบ เลยให้มันมาถ่ายให้เลย มันก็ฝึก ทีนี้ก็ไปด้วยกันยาวเลย

เมษ: สนิทกันด้วย ทุกคนนิสัยคล้าย ๆ กัน อยู่ด้วยกันต่อไป

เต้: ไม่ได้เลือกจากฝีมือ แต่เลือกจากใจ จริงใจให้กัน คือแต่ละคนก็นิสัยคล้าย ๆ กัน

เมษ: งานเป็นงาน เล่นเป็นเล่น มีอะไรก็ว่ากันได้ แต่ก็เข้าใจกัน แต่มันดีนะ

ปุ้ย: มันดีที่มันแบบ เป็นเพื่อนกันหมด แล้วพอทำงาน ทำจริง ๆ แล้วพอมันมีอะไรผิดพลาด ก็ด่ากันได้ แล้วก็เอาไปพัฒนา มันเป็นเรื่องที่ดี

เต้: ด้วยความที่เล่นเสร็จจะคุยกันตลอดว่ามีอะไรผิดพลาดบ้าง ก็เตือนกันตลอด

ข้น: เช่นแบบ เบสตอนซาวด์เช็คเล่นไม่เท่าของจริง ก็จะมีบอกกัน แบบพูดกันได้ ไม่ต้องเก็บไว้

เต้: ด้วยความที่ไม่มีอีโก้ใส่กันด้วย ไม่มีแบบ กูทำเทคมาตั้งนานแล้ว มึงจะมาสอนกูทำไมวะ รับฟังหมดเลย เป็นเพื่อนกัน รับฟังความผิดพลาดของตัวเอง ของทีม ของหลาย ๆ อย่าง

กินนอนอยู่ด้วยกันเลยไหม

ข้น: ตอนไปทัวร์ก็สองบอสไปด้วย ยาวเลย

แบบนี้ดีกว่าไปจ้างมาใช่ไหม

ปุ้ย: ดีกว่า (ตอบทันที) สบายใจกว่า แบบ REAL FAMILYYY

เมษ: วงเราก็ไม่ใช่วงใหญ่ ก็ค่อย ๆ เติบโต ค่อย ๆ เดินไป แล้วพวกนี้ก็เป็นเหมือนกัน เดินไปด้วยกัน ก็จะรู้สึกดี เพื่อนก็พัฒนา เราก็พัฒนา

ข้น: แต่ละคนต่างทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วได้อยู่กับเพื่อน โตไปในทางเดียวกัน

เมษ: แต่ละคนไปต่อยยอดอะไรได้ ดีมาก พอเรามาอยู่ค่าย แต่ละงานก็มีพี่  ๆ มาด้วย ช่วย ๆ ประสานงาน ช่วยให้เราดีขึ้น พี่ฝนเลย บางทีพวกเราก็แบบวัยรุ่น ไม่ได้คิดอะไร บางที พี่ ๆ ช่วยประคับประคองให้ไปถูกทาง

เรื่องปัญญาอ่อนที่สุดที่เคยทะเลาะกัน

ปุ้ย: เรื่องแกล้ง แบบพวกผมไปซ้อม ฝนตกหนักมาก แล้วผมก็แบบ รีบ ไปซ้อม มันเลตแล้ว กำลังจะเปิดประตูเข้า ข้างในแม่งดันประตูไม่ให้เข้า เชี่ย ไอ้เชี่ย แบบ ดัน ดัน ประมาณห้าหกวิ เข้าไปเปียกหมดแล้ว เข้าไปแม่งก็ขำกัน (หัวเราะ) เข้าไปด่าแบบ เชี่ย ตอนนั้นอิน โกรธ ๆ พวกมึงงง! โกรธซักแปป ดี ถอดเสื้อซ้อม อย่างหนาว ชอบแกล้ง ๆ

เมษ: ทั่วไปไม่ค่อยทะเลาะกัน เหมือนด่าก็ด่าขำ ๆ

เต้: ไม่ค่อยมีผิดใจกันมากกว่า

ข้น: เอาจริงกลัวโดนต่อย กลัวเจ็บ (หัวเราะ)

เต้: กลัวเจ็บ สู้ใครไม่ได้เลย (หัวเราะ)

เมษ: มีแต่คนกลัวเจ็บ เลยไม่กล้าลอง (หัวเราะ)

แอบเห็นไปทำเพลงและมีภาพเล่นกีตาร์โปร่งกันด้วย คืออะไร

เต้: อ๋ออออ (หัวเราะยกวง) นัดกินเหล้า (หัวเราะ)

เมษ: เป็นโปรเจคพิเศษ ลองติดตามดีกว่า

ข้น: บอกได้มั้ย ๆ (ทดลองเป็นนักข่าว) (หัวเราะ)

เต้: ลองเป็นนักข่าว (หัวเราะ) ให้รอติดตาม เซอไพรส์ ๆๆ

The Salaya Sound: หู้วว

ปุ้ย: ตื่นเต้นจริงปะเนี่ย (หัวเราะ)

 

ปีนี้เราจะได้เห็นอะไรจาก Bomb at Track บ้าง และฝากผลงาน

เต้: อัลบั้มใหม่ เต็ม 10 เพลง แน่นอน คอนเสิร์ต เรื่องราวจะเป็นประเด็นสังคมทั่วไป แต่ไม่ได้ใหญ่เหมือน EP. ไม่ได้แบกสันติภาพแล้วง จะเป็นเรื่องจุกจิกมากขึ้น อาจจะมีแบบ คนขับรถนิสัยไม่ดี เรื่องเล็กน้อยต่าง ๆ ที่พอมาพูด มันจะดูแบบ จริงจังมากขึ้น กลายเป็นเรื่องใหญ่หน่อย

เมษ: อย่าเพลง ฉวย จากเรื่องเล็ก ๆ ก็มองเป็นเรื่องใหญ๋ได้ เหมือนเราหยิบเรื่องเล็ก ๆ มาก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ คนไปตีความได้ อาจจะมีดนตรีเบาลงบ้าง มีหลายอารมณ์

เต้: มีหลายแบบ แก่แล้ว (หัวเราะ)

มีอะไรเซอร์ไพรส์มั้ย

ปุ้ย: มีเพลงช้าด้วย (เพื่อนแซวใหญ่) พูดเล่นนนน อาจจะมีมากกว่านั้น รอดู


จบแล้วกับบทสัมภาษณ์สุดเป็นกันเองจาก Bomb at Track เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยได้เห็นและนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะมีมุมนี้ด้วย เป็นอีกครั้งที่งานสัมภาษณ์ทำให้เราขำได้อย่างเต็มที่ เป็นตัวของตัวเอง และเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ที่ศาลายาอีกครั้ง ทาง The Salaya Sound ต้องขอขอบคุณพี่ฝน และทาง Wayfer Records ที่ได้อำนวยความสะดวกทุกขั้นตอนค่ะ ยังไงเราขอฝากเพจ Thesalayasound รวมถึงเว็บไซต์ของเราไว้ในอ้อมอกอ้อมใจเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนอีกครั้งนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (snapbypanalee)
สถานที่: Warner Music Thailand, เซ็นทรัลพระราม 9
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง