The Salaya Sound ในตอนที่ 10 ส่งท้ายปี 2017 ขอแนะนำ Monkey Business วง 1 ใน 3 Finalists งาน Tiger Jams ปีแรก มาในปีนี้ พวกเขาพร้อมแล้วสำหรับ EP. แรก Diaries ที่บันทึกช่วงชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นวง ด้วยเพลง พี่สาว, เสื้อกันหนาว, แวมไพร์ จนมาถึงวันนี้ กับเพลงใหม่อย่าง ฝัน และ ไดอารี่ เพลงของพวกเขามักได้รับการนิยามว่า ซ่า กวน เฟี้ยว จากเนื้อหาที่หยิบเรื่องใกล้ตัวมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ บวกกับซาวด์เร็กเก้ที่เรามักไม่ค่อยได้ยินในเพลงสไตล์นี้ ลองมาอ่านดูว่า อะไรทำให้พวกเขาเลือกเล่นเพลงในแนวนี้ และวงได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรบ้างจากเส้นทางของเดินพวกเขา พร้อมแล้วก็ลุยเล้ย

Monkey Business is:

อภิวุฒิ สว่างโลก (หมิง): ร้องนำ, คีย์บอร์ด

วีระพัฒน์ ธาราพิพัฒนกุล (บอส): กีตาร์

วงศกร ศรีชาวนา (โจ้): เบส

ศรายุธ ลิขิตปัทมสิงห์ (เจมส์): กลองชุด

 

วงรวมตัวกันตอนเรียนวิชา Small Ensemble (รวมวงเล็ก) ได้อะไรจากตรงนั้นบ้าง มุมมอง ความคิด เปลี่ยนไปมั้ย

โจ้: เทอมแรกเรียนกับพี่หวี ตอนนั้นได้เพลง ลูกลิง มา

หมิง: ปรับกันเรื่องซาวด์ เรื่องบาลานซ์ เรื่อง arrange เพลง ตอนนั้นพี่หวีก็แนะนำว่า มันมีวงไหนที่ arrange เพลงแปลก ๆ บ้าง เพราะว่าเค้าเห็นวงเราทำเพลงที่มีท่อนที่ไม่เหมือนเพลงป๊อปทั่วไป พอเทอมที่สามที่สี่ก็เรียนกับพี่เช่ พี่เช่ก็จะปรับเรื่องเพลง ลงลึกเกี่ยวกับเนื้อหาในเพลง

โจ้: พี่เช่นี่น่าจะเป็นพวก เนื้อหา มุมมอง เนื้อเพลง เรื่องซาวด์ เชื่อมกับความเชื่อในเพลง ลึกในเรื่องความรู้สึกมากขึ้น

หมิง: เรื่องซาวด์ที่เชื่อมกับเนื้อเพลง เค้าช่วยโปรดิวซ์ให้ เค้าก็จะดูว่า เราควรจะร้องแบบไหนในเพลงนี้ เพลงนี้ หมิงลองให้มันดูทะลึ่งหน่อยมั้ย ให้มั้ยดูผู้ใหญ่หน่อยมั้ย แกก็ช่วยหาตัวเราให้ด้วย ให้เราลองทำดนตรี ให้เราค้นพบตัวเองมากขึ้น ตอนนั้นได้เพลง เสื้อกันหนาว แวมไพร์ ฝัน ก็ได้ความมั่นใจมากขึ้น ได้เรื่องบุคลิกบนเวที

 

นิยามแนวเพลง

หมิง: ก็เป็นเรื่อชีวิตประจำวันของวัยรุ่นที่มีความเครียด เรื่องที่คิดมาก แล้วก็มีพูดเรื่องสิ่งของ อย่างเสื้อกันหนาว

โจ้: เหมือนก็ชีวิตทั่วไป ง่ายๆ แต่พวกเราเอามาลงลึกขึ้น ทำให้มันยากขึ้น

 

ทำไมเลือกให้มีแนวแปลก ๆ มาในเพลง เช่นพวกเร็กเก้

หมิง: ตอนนั้นเหมือนเพิ่งมาฟังเร็กเก้กัน กำลังท่องโลกเร็กเก้อยู่ เลยอยากลองดู ลองเล่น ๆ ดู เล่นสนุก ๆ เลยลองใส่เข้ามาด้วย รู้สึกว่ามันใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน รวม ๆ ก็เกิดจากที่เราอยากลองมากกว่า

บอส: แต่ละท่อนจะพยายามทำดนตรีให้มันเสริมเนื้อเพลงให้ได้มากที่สุด ก็ดูเนื้อเพลงเป็นหลัก แล้วใช้ดนตรีซัพพอร์ต หลัก ๆ ดูจากเนื้อเพลง ไม่ได้ยึดไปเลยว่าต้องแบบไหน

หมิง: อยู่ที่อารมณ์เพลงด้วยว่าสไตล์ไหนที่จะพอเสริมอารมณ์เพลงได้ เพราะเราเชื่อว่าสไตล์เพลงมีผลต่ออารมณ์เพลง อย่างเร็กเก้ก็ดูลอยขึ้น ดูขี้เล่นขึ้น ก็ทุกเพลงเลยเนื้อเพลงมาก่อนดนตรี

 

ชื่อวงมาจากอะไร

หมิง: ตอนแรกก็คิดไม่ออก เลยไปเปิดหนังสือพวก แสลงภาษาอังกฤษ แล้วไปเจอคำนี้ Monkey Business แล้วรู้สึกถูกโฉลกมากๆ รู้สึกว่าดนตรีในวงมันมีความฟังก์ ๆ หน่อย กวน ๆ ป๊อปร็อคหน่อย วงก็เป็น business หน่อย แล้ว monkey ก็ความ funk ความพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง (หัวเราะ)

บอส: Monkey ก็เป็นความขี้เล่น ความวุ่นวาย ซนๆ แล้ว Monkey Business ก็เป็นคำติดปากของฝรั่งอยู่แล้ว

หมิง: Business ก็เหมือนความตลาด พวกเพลงป๊อป ความหมายจริงๆก็ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือพวกทำอะไรที่ไม่สมควรทำ พิเรนท์ๆ

 

เห็นคลิปประกวดใน Youtube หลายงาน ทำไมถึงเลือกส่งหลายรายการ 

เจมส์: อยากส่งไปพิสูจน์ฝือมือตัวเอง

หมิง: อยากลองส่งไปนำเสนอให้คนนอกมหาลัยดูบ้างว่าเค้าคิดยังไงกับวงเรา แล้วเราก็จะได้ลองเวทีด้วย เก็บประสบการณ์ไปด้วย

โจ้: ได้ส่งประกวดงาน SIPI*, TST Music Tournament แล้วก็ Tiger Jams อย่าง SIPI* นี่ปลิวตั้งแต่รอบแรก

หมิง: โตโยต้านี่เกือบรอบชิง แต่ก็ได้เจอพี่เม่น Bedroom Audio

บอส: เหมือนเค้าก็ตามฟังมาตลอด ละก็ได้ rearrange เพลงบุษบา

หมิง: อ๋องานนี้ก็จัดว่าเหนื่อยอยู่เพราะงานนี้เค้าจัดแข่งกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์ แล้วเราตั้งใจอยากจะ rearrange ทุกเพลงที่เค้าให้เลือกมาเลย แล้วเราก็ rearrange หมดเลย เหนื่อยมากเพราะตั้งใจอยากให้มีความเป็น Monkey Business มากขึ้น

 

ทำไมถึงตัดสินใจไปประกวด Tiger Jams

โจ้: เหมือนแก้ว Lord Liar Boots มาชวน ตอนนั้นก็มีเพลงอยู่ประมาณนึง เลยอยากลองออกไปเล่นดู

หมิง: ตอนนั้นเจอเวทีไหนก็อยากไปหมด อยากพิสูจน์ตัวเอง ตอนนั้นปีสามกำลังจะขึ้นปีสี่

โจ้: ตอนที่รู้ข่าวอะ มันใกล้จะปิดรับแล้วด้วย น่าจะแบบ 3 วันก่อนปิดรับ เลยรีบไปอัดเพลง ลูกลิง เลย

หมิง: แต่คือเราก็มีเพลงอยู่แล้ว แต่ไม่เคยอัด

 

 

เล่ารายละเอียดการแข่งให้ฟังหน่อย

โจ้: รอบแรกเหมือนเค้าคัดคลิปวิดีโออยู่ ให้เหลือ 30 วง แล้วเค้าให้ไปเล่นให้กรรการดูที่ Play Yard ต้องเป็นเพลงตัวเองด้วย เสร็จก็คัดเหลือ 10 วง แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นที่ต่างๆ อย่างเราได้ไปเล่นที่ข้าวสาร

หมิง: เป็นครั้งแรกนะที่ได้เล่นต่อหน้าคนข้างนอกจริงๆ อย่างงานอื่นๆเป็นงานปิดก็จะมีแค่คนที่อยากมาดูมาเชียร์ Tiger Jams ก็เป็นคนผ่านไปผ่านมา ตื่นเต้นนะ แล้วไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเพราะเป็นพวกฝรั่งด้วย ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ค่อยเป็น แล้วก็พูด ๆ ไป พอกลับมาดูอีกที โคตรฮา พูดไปได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นก็เป็นครั้งที่สนุกมาก พวกฝรั่งก็เต้นกันด้วย แล้วก็มีประโยคนึงที่หลุดไปเพราะความล่ก และยังใช้มาโดยตลอดคือ “แล้วเจอกัน…”

โจ้: จะพูด “แล้วเจอกันโอกาสหน้า”

หมิง: แต่ไปพูด “แล้วเจอกันที่อื่น” แล้วก็ชะงัก แล้วก็พูดอีก “แล้วเจอกัน…ที่อื่น” แล้วคนก็เฮละ

โจ้: แล้วก็เลยใช้ทุกที่ที่ไปเล่นเลย

 

ตอนนั้นเล่นเพลงอะไร กับใครบ้าง

หมิง: ตอนนั้นเล่นลูกลิง, พี่สาว, แว่นกันเธอ สามเพลง เล่นกับ จินดาจร, Jelly Rocket, Jenny and the Scallywags รอบนี้ก็หมดละ

โจ้: หลังจากนั้นก็หมดละ ละก็ให้คนโหวตในเว็บ 3 วงที่เยอะสุดก็ได้ไปเล่นเวทีใหญ่ โคตรกดดันเพราะมีอยู่ 4-5 วงที่คะแนนไล่ ๆ กันตลอด ลุ้นจนนาทีสุดท้าย พอเข้ารอบ 3 วงสุดท้ายมาแล้ว เค้าจะมีศิลปินมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ให้เราแต่งเพลงในโจทย์ที่ Tiger Jams ให้มา

หมิง: พวกพี่ๆ Polycat ทั้งวงมาช่วยดูให้ มาดูพวกเนื้อเพลงละก็ดนตรี ทีละท่อน ตอนนั้นได้เพลง Do It มา

โจ้: ตอนนั้นก็เร่งรัดอีก มีเวลาสามอาทิตย์ ได้ไปเจอพวกพี่ๆ Polycat อาทิตย์เดียว สามอาทิตย์คือต้องแต่งให้จบ อัดและมาสเตอร์ให้เสร็จเรียบร้อย  แล้วก็มีพี่โน๊ต Dude Sweet เหมือนเค้าก็ฟังเพลงที่เราแต่งมา เค้าก็ได้โจทย์เดียวกันมา เป็นความวุ่นวายในกรุงเทพ เค้าก็จะติดความออกมา เราก็ได้งานเป็นความสังกะสี ซอยแคบๆ ออกมาเป็นงาน installation ด้วย

หมิง: ก็ได้มาร่วมเล่นกับฉากที่พี่โน๊ตเค้าทำ ใน mv ของเพลงประกวด งานนั้นก็เล่นกับ 23’o ละก็ Mirr

 

หลังจากนั้นเป็นไงมั่ง

โจ้: ก็มีคนรู้จักมากขึ้นแหละ

หมิง: ก็มีงานเข้ามาหลังจากนั้นมาขึ้น

 

ตอนนี้เรียนจบกันแล้ว เป็นยังไงกันบ้าง รวมตัวซ้อมยากมั้ย

หมิง: ก็ยังซ้อมกันได้อยู่นะ แต่ก็ไม่ถี่เท่าแต่ก่อนนี้ เวลาเราเล่นดนตรีเราก็เล่นแต่กลางคืน ละก็สอนแทนบ้าง

บอส: แต่ตอนนี้สอนอย่างเดียว

โจ้: นี่เที่ยวอย่างเดียวเลย ชิว

เจมส์: สอนเหมือนกัน

 

จบไปแล้วกับบทสัมภาษณ์แนะนำตัวกับเหล่าลูกลิง Monkey Business สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้น ไปติดตามได้ที่เพจ Monkey Business Band และยังสามารถสั่งซื้อ EP. Diaries ประกอบไปด้วย 5 เพลงสุดเฟี้ยว ในราคา 200 บาทจ้า สำหรับปีนี้ เราคงต้องลาจากบทสัมภาษณ์ไปเพียงเท่านี้ แต่สามารถรอชมรีวิวและบทความต่าง ๆ ได้เรื่อย ๆ เล้ย ฝากติดตามใน The Salaya Sound จ้าในปี 2018 เราจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ ต้องติดตามกันนะ ลาไปเพียงเท่านี้ สวัสดี!

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (snapbypanalee)
แกะบทสัมภาษณ์: เอมมิกา ล้วนพร
สถานที่: Music Mall Studio ศาลายา
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง